counter 23,373

Profile

ZuZaChan
Ikuta Toma....... Park Jong Su.... Nakamaru Yuichi

Calendar

November 2009
S M T W T F S
« Jan   Dec »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 

Recent Readers

You!
Join storythai!

**applewhan~app**
naonaoo
: ) B z i i :
ZuZaChan
MINACHIX'♥
เจ้าชายอวกาศ
YONGG 。
PUZ'ZLE
Aomjibra-loo
sweetPrincess.
MB
* ใบไม้สีแดง *
Espresso
ตั ว จิ๋ ว

more+

หั่นผมมา

เนี่ยยย เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธันวา ตัดสินใจไปตัดผมมา คือด้วยความเชื่ออย่างหนึ่งว่าตัดผมแล้ว สิ่งแย่ๆก็ขอให้หลุดออกไปด้วย อะไรงี้ (ก็จำไม่ได้อะนะว่าไปเอาความเชื่อนี้มาจากไหน แต่เด็กมากแล้ว) และบวกกับผมที่ยาวมากและมันเริ่มยาวไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็นะ กว่าจะถึงบ้านอาม่าก็เย็นมากแล้ว ขี้เกียจไปสยามแล้วอะ อีกอย่าง ก็แค่ตัดนิดหน่อย เล็มๆ ไม่ได้อะไรมาก คงไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรหรอกน่ะ ...เป็นไง...คิดตื้นๆ

พอถึงบ้านอาม่าประมาณห้าโมงเย็น ก็ปรี่ไปร้านตัดผมแถวบ้าน บอกให้เล็ม เขาก็เล็มๆนะ ตอนที่ตัด ผ้ามันคลุมรอบตัว ผมเราไปอยู่ข้างหลังหมด ตอนตัดก็เลยไม่เห็นว่าหายไปแค่ไหน แต่พอเสร็จแล้ว ลุกขึ้นมาเท่านั้นแหละ โอ้!!!!!! คุณแม่ช่วยด้วย ผมนู๋หายไปเป็น "คืบ!!" วินาทีนั้นเหมือนได้ยินเสียงหิวหล่นเกรียวกราวลงมาทับตัวเองจนจมหายไป ทำไมหนอ ทำไม ผมกรู ผมกรูหายไปหมดเล้ย ณ วินาทีนั้นอยากฆ่าเจ๊แกมาก จบโรงเรียนไหนมาฟระ แล้วฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงว่า "เล็ม เล็มๆๆๆๆ" ไม่ใช่ตัดออกเป็น "คืบ" แบบเน๊ อ๊ายยยยยยย เสียอารมณ์มากเรย เหนือสิ่งอื่นใด ยังหงส์เสีย SELF อะ

เดินจิกผมมาตลอดทางด้วยความอาลัยยิ่ง ผมหายไปจากเอว เหลือแค่เลยบ่านิดหน่อยเท่านั้น เศร้ามากทีเดียว เสียความมั่นใจ ตอนนั้นเข้าใจอย่างกระจ่างเลยว่า ตอนหมูหยองโดนกล้อนขนแล้วเอาแต่ซึมทั้งวันมันเป็นยังไง ฮือ~ น่าสงสารมาก คือเขาตัดออกไปเยอะมากจริงๆนะ เรามองข้างหลังไม่เห็นอะ ตอนแรกที่เขาปาดมาข้างหน้าก็คิดว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหัว ใครจะรู้ว่ามันจะไปมีผลกับส่วนข้างหลังทั้งหมดแบบเน๊ โหยๆๆๆ ทั้งๆที่ก็ทวนคำกันแล้วว่าเล็มอ้ะ ไม่เข้าใจเรย หูมีปัญหา หรือสมองมีปัญหา หรือฝีมือมีปัญหากันแน่ ...สงสัยจะทั้งหมด

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปกับการรับตัวเองไม่ได้ตลอด ทำใจยังไงก็รับไม่ได้ คือเวลาเอามือสางผม มันเป็นก้อนอะ มันหนามาก หนาเกิน ไม่ชอบเรย ปกติมันจะบางๆ คือไม่ได้ชอบให้ตัวเองผมบาง แต่ว่ามันมีทรง ดูแล้ว ลูบแล้ว ไม่เป็นก้อนเหมือนตอนเน๊ (โฮ~ วิ่งผลุบหายเข้าไปในกลีบเมฆ) มันรู้สึกแย่มากกับหัวตัวเอง เดินเข้าห้องน้ำที่ออฟฟิศก็จี๊ดที่ใจมาก มันแลแล้วน่าเกลียดมาก ต้องเขียนตากลบเกลื่อนความน่าเกลียด (ทั้งๆที่มันคนละส่วนกับผมนี่แหละ) แต่เบนความสนใจให้คนมองตามากกว่ามองผมไง (เกี่ยว?? 555+)

ฉะนั้น เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ธันวา ที่ผ่านมา ถ่อไปหาพี่ทิพย์นางฟ้าคนงามที่สยาม เบะหน้าอย่างเศร้าให้เขาเห็นและสงสาร ขอให้พี่เขาแก้ผมที่มันเหมือนเป็นก้อนอะไรไม่รู้ออกจากหัวให้หน่อย ทันทีที่ถึงมือพี่ทิพย์ คุณพี่ยืนมองสักพักก่อนจะบอกว่าเขาก็ตัดโอเคนะ ก็เลยแบบ โอเคเหรอ? ช่างผมเข้าข้างกันเองป่าวนา แต่ไม่หรอกน่า คนเป็นช่างเหมือนกันอาจจะเข้าใจได้มากกว่าเรา สุดท้ายก็ให้พี่เขาลงมืออยู่ดี ช่วยทำให้ผมดูมีทรงขึ้นมาหน่อยเหอะ ทื่อๆเหมือนบะหมี่เกี๊ยวแบบนี้แล้วมันไม่น่าดูเอาเสียเลย

พอตัดเสร็จออกมา โอ้ววววววววว ความมั่นใจกลับคืน ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้นทันตาเห็น ขนาดพี่ทิพย์ยังพยักหน้างงๆ เออ ซอยผมออกหน่อยดีกว่าจริงด้วย แอ่ะ! เห็นแมะ นี่แหละคร่ะคือความมั่นใจของหนูที่หายไป พี่ทิพย์นางฟ้าใจดีช่วยหนูได้ทุกเรื่องจริงๆ ขอบคุณมากเรยนะคร้าาาาาาา อยากจะเข้าไปกอดแกให้หนำ แต่เขาคงเอาตีนยันออกมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

แต่พอคืนวันอาทิตย์ต้องสระผม ตื่นมาตอนเช้าไปทำงานหัวกลมเชียว กลมดิ๊กเลย (หน้าก็กลมเลยยิ่งกลม) เอิ๊กกกก แต่ไม่เป็นไร มั่นใจกว่าเดิมหน่อยว่าผมมันเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ใช่จับๆแล้วมันทะแม่ง มันเซ็งจิตมากมาย

ผมหายไปคืบ(ตึงๆ) แม้จะเสียดาย(มากทีเดียว) แต่ว่าไม่ได้เลวร้ายพอควร แต่สิ่งที่สงสัยคือ ทำไมเวลาตัดผมล้างซวย เรื่องซวยที่พบเจอและอยากให้มันจากไปเร็วๆ มันก็จากไปนะ แต่ว่าเรื่องที่เลวร้ายกว่ากลับโหมเข้ามาน่ะสิ ไม่ทันแฮ้ปปี้สุดๆ กรูแซ้ดสุดๆก่อนเลย โคตรเซ็ง แต่เอาเถอะ หวังว่าหลังแซ้ดนี้ คงจะมีเรื่องดีๆมาให้เจอะเจอกันบ้างล่ะน่านะ

ฮี่~ ^_____________________^

หั่นผมมา

เนี่ยยย เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธันวา ตัดสินใจไปตัดผมมา คือด้วยความเชื่ออย่างหนึ่งว่าตัดผมแล้ว สิ่งแย่ๆก็ขอให้หลุดออกไปด้วย อะไรงี้ (ก็จำไม่ได้อะนะว่าไปเอาความเชื่อนี้มาจากไหน แต่เด็กมากแล้ว) และบวกกับผมที่ยาวมากและมันเริ่มยาวไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็นะ กว่าจะถึงบ้านอาม่าก็เย็นมากแล้ว ขี้เกียจไปสยามแล้วอะ อีกอย่าง ก็แค่ตัดนิดหน่อย เล็มๆ ไม่ได้อะไรมาก คงไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรหรอกน่ะ ...เป็นไง...คิดตื้นๆ

พอถึงบ้านอาม่าประมาณห้าโมงเย็น ก็ปรี่ไปร้านตัดผมแถวบ้าน บอกให้เล็ม เขาก็เล็มๆนะ ตอนที่ตัด ผ้ามันคลุมรอบตัว ผมเราไปอยู่ข้างหลังหมด ตอนตัดก็เลยไม่เห็นว่าหายไปแค่ไหน แต่พอเสร็จแล้ว ลุกขึ้นมาเท่านั้นแหละ โอ้!!!!!! คุณแม่ช่วยด้วย ผมนู๋หายไปเป็น "คืบ!!" วินาทีนั้นเหมือนได้ยินเสียงหิวหล่นเกรียวกราวลงมาทับตัวเองจนจมหายไป ทำไมหนอ ทำไม ผมกรู ผมกรูหายไปหมดเล้ย ณ วินาทีนั้นอยากฆ่าเจ๊แกมาก จบโรงเรียนไหนมาฟระ แล้วฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงว่า "เล็ม เล็มๆๆๆๆ" ไม่ใช่ตัดออกเป็น "คืบ" แบบเน๊ อ๊ายยยยยยย เสียอารมณ์มากเรย เหนือสิ่งอื่นใด ยังหงส์เสีย SELF อะ

เดินจิกผมมาตลอดทางด้วยความอาลัยยิ่ง ผมหายไปจากเอว เหลือแค่เลยบ่านิดหน่อยเท่านั้น เศร้ามากทีเดียว เสียความมั่นใจ ตอนนั้นเข้าใจอย่างกระจ่างเลยว่า ตอนหมูหยองโดนกล้อนขนแล้วเอาแต่ซึมทั้งวันมันเป็นยังไง ฮือ~ น่าสงสารมาก คือเขาตัดออกไปเยอะมากจริงๆนะ เรามองข้างหลังไม่เห็นอะ ตอนแรกที่เขาปาดมาข้างหน้าก็คิดว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหัว ใครจะรู้ว่ามันจะไปมีผลกับส่วนข้างหลังทั้งหมดแบบเน๊ โหยๆๆๆ ทั้งๆที่ก็ทวนคำกันแล้วว่าเล็มอ้ะ ไม่เข้าใจเรย หูมีปัญหา หรือสมองมีปัญหา หรือฝีมือมีปัญหากันแน่ ...สงสัยจะทั้งหมด

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปกับการรับตัวเองไม่ได้ตลอด ทำใจยังไงก็รับไม่ได้ คือเวลาเอามือสางผม มันเป็นก้อนอะ มันหนามาก หนาเกิน ไม่ชอบเรย ปกติมันจะบางๆ คือไม่ได้ชอบให้ตัวเองผมบาง แต่ว่ามันมีทรง ดูแล้ว ลูบแล้ว ไม่เป็นก้อนเหมือนตอนเน๊ (โฮ~ วิ่งผลุบหายเข้าไปในกลีบเมฆ) มันรู้สึกแย่มากกับหัวตัวเอง เดินเข้าห้องน้ำที่ออฟฟิศก็จี๊ดที่ใจมาก มันแลแล้วน่าเกลียดมาก ต้องเขียนตากลบเกลื่อนความน่าเกลียด (ทั้งๆที่มันคนละส่วนกับผมนี่แหละ) แต่เบนความสนใจให้คนมองตามากกว่ามองผมไง (เกี่ยว?? 555+)

ฉะนั้น เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ธันวา ที่ผ่านมา ถ่อไปหาพี่ทิพย์นางฟ้าคนงามที่สยาม เบะหน้าอย่างเศร้าให้เขาเห็นและสงสาร ขอให้พี่เขาแก้ผมที่มันเหมือนเป็นก้อนอะไรไม่รู้ออกจากหัวให้หน่อย ทันทีที่ถึงมือพี่ทิพย์ คุณพี่ยืนมองสักพักก่อนจะบอกว่าเขาก็ตัดโอเคนะ ก็เลยแบบ โอเคเหรอ? ช่างผมเข้าข้างกันเองป่าวนา แต่ไม่หรอกน่า คนเป็นช่างเหมือนกันอาจจะเข้าใจได้มากกว่าเรา สุดท้ายก็ให้พี่เขาลงมืออยู่ดี ช่วยทำให้ผมดูมีทรงขึ้นมาหน่อยเหอะ ทื่อๆเหมือนบะหมี่เกี๊ยวแบบนี้แล้วมันไม่น่าดูเอาเสียเลย

พอตัดเสร็จออกมา โอ้ววววววววว ความมั่นใจกลับคืน ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้นทันตาเห็น ขนาดพี่ทิพย์ยังพยักหน้างงๆ เออ ซอยผมออกหน่อยดีกว่าจริงด้วย แอ่ะ! เห็นแมะ นี่แหละคร่ะคือความมั่นใจของหนูที่หายไป พี่ทิพย์นางฟ้าใจดีช่วยหนูได้ทุกเรื่องจริงๆ ขอบคุณมากเรยนะคร้าาาาาาา อยากจะเข้าไปกอดแกให้หนำ แต่เขาคงเอาตีนยันออกมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

แต่พอคืนวันอาทิตย์ต้องสระผม ตื่นมาตอนเช้าไปทำงานหัวกลมเชียว กลมดิ๊กเลย (หน้าก็กลมเลยยิ่งกลม) เอิ๊กกกก แต่ไม่เป็นไร มั่นใจกว่าเดิมหน่อยว่าผมมันเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ใช่จับๆแล้วมันทะแม่ง มันเซ็งจิตมากมาย

ผมหายไปคืบ(ตึงๆ) แม้จะเสียดาย(มากทีเดียว) แต่ว่าไม่ได้เลวร้ายพอควร แต่สิ่งที่สงสัยคือ ทำไมเวลาตัดผมล้างซวย เรื่องซวยที่พบเจอและอยากให้มันจากไปเร็วๆ มันก็จากไปนะ แต่ว่าเรื่องที่เลวร้ายกว่ากลับโหมเข้ามาน่ะสิ ไม่ทันแฮ้ปปี้สุดๆ กรูแซ้ดสุดๆก่อนเลย โคตรเซ็ง แต่เอาเถอะ หวังว่าหลังแซ้ดนี้ คงจะมีเรื่องดีๆมาให้เจอะเจอกันบ้างล่ะน่านะ

ฮี่~ ^_____________________^

AVATAR

หนังยาวมากเรย รวมโฆษณาก็ 3 ชั่วโมงได้ ก็ถือว่าเป็นหนังที่ไม่ได้ตัดจนดูไม่รู้เรื่อง ใช้ได้ๆ ไม่ค่อยเสียดายเงินเท่าไร สำหรับหนังเรื่องนี้มันก็เป็นหนังที่ดีอะนะ ภาพก็ทำเนียนมาก ไม่ค่อยติดขัดอะไรเท่าไร คือไม่ได้ดูแล้วรู้สึกว่า โห ซีจีชัดๆ เนียนดีๆ เจ๋งอะ

เรื่องราวไม่ค่อยซับซ้อนมาก ตรงๆ คือค่อนข้างเดาได้ว่าจะจบลงยังไง แต่ที่เดาไม่ได้(สำหรับเราอะนะ) คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของมันจะดำเนินเรื่องไปแบบไหนมากกว่า การถ่ายทอดเรื่องราวเป็นไปค่อนข้างรวดเร็วสักหน่อย เรื่องนี้ไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไรนะ เพราะว่าถึงมันจะออกแนววิทยาศาสตร์อยู่ แต่ว่ามันไม่ได้พูดพร่ำเรื่องของทฤษฎีเยอะเกินไป มันเลยไม่ค่อยน่าเบื่อแบบชวนง่วง ประมาณว่าคงแทบจะหลับเลยทีเดียวเวลามันพร่ำๆๆๆๆถึงวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีแต่ศัพท์เฉพาะ หนังพวกนั้นมันน่าเบื่อนะ ยิ่งทฤษฎีเยอะยาวเหยียด ยิ่งน่าเบื่อ เรื่องนี้เลยถือว่าโอเคทีเดียว เรื่องทฤษฎีไม่ได้อธิบายยืดยาวอะไร

แต่ที่คิดว่าน่าจะเป็นข้อเสียคือ เรื่องบางเรื่องก็ออกจะรวบรัดเกิ๊น แบบว่าไม่มีที่มาที่ไป คืออย่างน้อยบอกสักหน่อยก็ได้ว่า ไอ้คนนี้คือใคร ไอ้คนนี้มาจากไหน ไอ้คนนี้มาได้ยังไง เป็นยังไง คือไม่ได้ให้อธิบายยาวเหยียด แต่เวลาดูหนังแล้ว ไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวละครแล้วมันจะงง ดูๆไปกว่าจะเข้าใจ หนังมันก็เลยตอนนั้นมาแล้ว จะกรอกลับก็ไม่ได้ มันเลยไม่ค่อยประติดประต่อเรื่องราวได้ทันที

ทีนี้มาพูดเรื่องตัวละครกันมั่งดีกว่า คนแรกเลย พระเอกของเรื่อง นิสัยเท่าที่ดูแล้วเนี่ย แรกๆออกจะน่ารำคาญอยู่สักหน่อย คือชอบแส่หาเรื่องจนน่ารำคาญ ชอบทำตัวมีปัญหา ชอบทำให้คนเขาเดือดร้อน น่าเบื่อ บางทีก็โชว์พาวจนน่าหมั่นไส้ แต่พอช่วงที่เริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอวตารแล้ว กลับดูเหมือนเป็นผู้เป็นคนยิ่งกว่าตอนเป็นคนจริงๆซะอีก (ฮ่วย!!) แต่ถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างหัวไว ฉลาด เรียนรู้เร็ว ปรับตัวง่าย ดูๆไปก็โอเค เก่ง (แม้บางทีจะเก่งจนเวอร์ก็เถอะ)

นางเอก...ไม่รู้ว่าเทอเอาใครมาเป็นต้นแบบ ใครเป็นคนพากย์เสียง ไม่ได้ดูเครดิตตอนท้ายด้วย (ลืม) ในเรื่องมนุษย์เรียกคนป่า โดยส่วนตัวแล้วไม่อยากเรียกใครอย่างนั้น มันดูแล้วเหมือน คำว่า คนป่า คือไม่ใช่มนุษย์ เขาไม่ได้แตกต่างจากเราถึงได้เรียกเขาว่าคนป่า เพียงแต่แค่เขาคืออีกชนเผ่านึง อีกอารยธรรมนึงที่แตกต่างจากเราเท่านั้นเอง หากมองในทางกลับกัน เขาก็คงมองเราว่าเราเป็นคนป่าเหมือนกันนั่นแหละ เหอๆๆ นอกเรื่องซะไกล กลับมาที่นางเอกต่อ นางเอกจนออกแนวขี้โวยวาย ชอบคำรามเวลาหงุดหงิด 555+ เสียงก็ตลก เป็นคนค่อนข้างหัวแข็ง หัวดื้อ แต่ดูแล้ว ออกแนวเป็นผู้หญิงเก่ง แล้วก็เป็นปกติที่ นางเอกของเรื่องมักเป็นลูกสาวหัวหน้าเผ่า ลูกสาวคนเดียวด้วย เนอะๆ ตอนท้ายที่นางเอกรู้แล้วว่าพระเอกเป็นคนที่ถูกส่งเข้ามาในเผ่าเพื่อสืบข่าวไปให้พวกมนุษย์ เทอโกรธ เทอเกลียด พระเอกเข้าไส้ ก็เข้าใจอะนะ และไม่คิดว่านางเอกโหดร้ายเกินไป เพราะมันก็น่าโมโหจริงๆ แต่ที่เซ็งตามมาเนี่ย คือตอนที่พระเอกควบคุมนกยักษ์ในตำนานที่ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้านายได้ง่ายๆอย่าง โทรุค มัคโต เนี่ย นางเอกกลับทำหน้าปลาบปลื้มใส่ และแสดงออกว่าฉันหายโกรธเธอแล้ว ฉันต้องการเธอ โอ้วววว เทอตัดสินคนจากการขี่ โทรุค มัคโต ได้อย่างนั้นเหรอ คือตอนนั้นเข้าใจพระเอกว่าทำไมต้องเอาชนะ โทรุค มัคโต เพราะอยากเข้าไปในเผ่าโดยที่คนไม่ขับไล่ไสส่ง แต่ว่านะ ผิดประเด็นจากนางเอกไงไม่รู้ เทอน่าจะเข้าใจเขาในตอนที่เขาบอกว่าตัวเขาเองเลือกข้างกับชาวนาวีสิ (เผ่าของนางเอก...หนึ่งในเผ่าของอวตาร) ไม่ใช่มาเข้าใจตอนเขาครอบครอง โทรุค มัคโตได้ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็เหมือน ผู้หญิงให้อภัยผู้ชาย เมื่อผู้ชายที่เคยขับมอเตอร์ไซค์ อยู่ๆก็มาขับเบ๊นซ์แล้ว อย่างนั้นสิ เซ็งนิดหน่อย

เกรซ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นคนเดียวที่ใช้วิธีประนีประนอมกับพวกอวตาร ไม่อยากใช้ความรุนแรง ไม่อยากใช้อาวุธสงคราม เทออยากใช้วิธีการฑูต เป็นคนเดียวมั้งที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มของอวตารได้โดยที่ไม่มีใครรังเกียจ แต่ที่เป็นข้อเสียของเรื่องนี้ในบทของเกรซนั้น น่าจะเป็นตรงที่ไม่มีการเท้าความของเกรซเลยว่าเข้าไปได้ยังไง เพราะขนาดพระเอกเข้าไปตอนแรก โดนลากอย่างกับนักโทษ เพราะฉะนั้นย่อมหมายความว่า ต่อให้เป็นตัวสีฟ้าเหมือนกัน แต่ในเมื่อเป็นคนต่างด้าวก็ใช่ว่าจะอยู่ที่นี่ได้เสมอไป ก็น่าจะมีที่มาที่ไปให้พอเข้าใจบ้าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตามที ที่น่าเสียดายสำหรับเกรซอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเกรซตาย เสียดายจังเลย เรื่องนี้ตัวละครดีๆต้องมาตายเยอะมาก แต่เกรซคงตายตาหลับ เพราะว่าเกรซมาจบชีวิตลงพร้อมๆกับร่างอวตารของตัวเองใต้สถานที่ที่เกรซต้องการเข้ามามากที่สุด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวนาวี

ตัวเด่นๆมันก็มีเท่านี้แหละ อ้อ จะมีนายทหารบ้าบออยู่คนนึง คาดว่าเป็นโรคจิตอยู่สักหน่อย ที่เขาว่ากันว่าคนชั่วตายยากไม่น่าจะผิด เพราะว่าไอ้แก่นี่ตายยากจริงๆ มันต้องการทำลายล้างอย่างเดียวจนน่ารำคาญ คือคนที่เห็นความทุกข์และการตายของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกนี่ก็เรียกว่าเลวไม่มีที่ติจริงๆอะ ด้วยความที่แกอาจเคยโดนทำร้ายจากพวกอวตาร เป็นเหตุให้หัวแกมีรอยแผลเป็นมหึมาประดับอยู่ เลยทำให้แกอยากเอาคืนเป็นอย่างมากถึงได้ทิ้งระเบิดราบคาบซะอย่างนั้น ประสาทมากทีเดียว แล้วอีกอย่าง เราคิดว่าไอ้แก่นี่มันจะเอาอะไรกันนักกันหนา คือตัวเองแค่มาทำภาระกิจให้เสร็จ เขาบัญชาการให้มาถล่มเผ่าก็ถล่มไป อันนี้เข้าใจว่าแกทำตามหน้าที่ แต่ภาระกิจไม่ได้ให้มาไล่ฆ่าพระเอกนะเว้ย คือพระเอกทรยศต่อหน่วยทหารมาเข้ากับกลุ่มชาวนาวี อันนี้เข้าใจว่าน่าโมโหจริงๆ แต่ไม่ใช่เล่นมาตามจองล้างจองผลาญจนดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป คือดูเหมือนไม่ใช่แค่เรื่องทรยศแล้ว ทำอย่างกับว่าพระเอกไปตัดแขนตัดขามันงั้นอะ คือเลวมากจริงๆ

ที่ชอบอีกตัวคือแม่นางเอก ดูมีสติสุดแล้ว เหอๆๆๆ ชอบตอนนึงที่ในขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เทอกลับเดินออกมาจากกองเพลิงและควันระเบิด เพื่อมาตัดเชือกให้พระเอกและเกรซ น้ำตาอาบแก้มและบอกพระเอกว่า หากเจ้าเป็นคนที่พระมารดาเอวาส่งมาจริง ก็ได้โปรดช่วยเหลือเราด้วย อะไรประมาณนี้แหละ จำประโยคไม่ได้ คือแม่คุณเทอเป็นคนเดียวที่เข้าใจในเจตนาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองเคารพบูชา แต่เชื่อแบบมีสตินะ ไม่ใช่งมงาย และเชื่อในตัวของพระเอกด้วยว่ามาดี ไม่ได้คิดร้ายจริงๆ ตอนเดินน้ำตาอาบมาช่วยพระเอกและขอร้องพระเอก เราว่าเป็นอะไรที่เท่มากอะ บอกไม่ถูกแฮะ

พ่อพระเอกกับว่าที่ลูกเขย(ว่าที่หัวหน้าเผ่าคนต่อไป) สองคนนี้ช่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมาจบชีวิตลงระหว่างสู้รบเพื่อเผ่าของตัวเอง ไม่น่าเลยจริงๆ เพื่อนของพระเอกที่เป็นนักบิน ก็ตายเหมือนกัน น่าเสียดาย เพราะถ้าไม่มีเทอคนนี้ พระเอกไม่มีทางได้ออกมาช่วยชาวนาวีแน่นอน และเทอไม่ได้ช่วยแต่พระเอก เทอเป็นคนที่ช่วยชีวิตอวตารทุกคนด้วย คุณค่าของเทอมากมายเสียจนไม่น่าจะต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้เลย

อีกอย่างที่แลดูแล้วหงุดหงิดนิดหน่อย พระเอกเป็นคนที่สู้รบโดยไม่มีการวางแผนเลยอะ...

(เด๋วมาต่อ ง่วงแล้วอะ)

หั่นผมมา

เนี่ยยย เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธันวา ตัดสินใจไปตัดผมมา คือด้วยความเชื่ออย่างหนึ่งว่าตัดผมแล้ว สิ่งแย่ๆก็ขอให้หลุดออกไปด้วย อะไรงี้ (ก็จำไม่ได้อะนะว่าไปเอาความเชื่อนี้มาจากไหน แต่เด็กมากแล้ว) และบวกกับผมที่ยาวมากและมันเริ่มยาวไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็นะ กว่าจะถึงบ้านอาม่าก็เย็นมากแล้ว ขี้เกียจไปสยามแล้วอะ อีกอย่าง ก็แค่ตัดนิดหน่อย เล็มๆ ไม่ได้อะไรมาก คงไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรหรอกน่ะ ...เป็นไง...คิดตื้นๆ

พอถึงบ้านอาม่าประมาณห้าโมงเย็น ก็ปรี่ไปร้านตัดผมแถวบ้าน บอกให้เล็ม เขาก็เล็มๆนะ ตอนที่ตัด ผ้ามันคลุมรอบตัว ผมเราไปอยู่ข้างหลังหมด ตอนตัดก็เลยไม่เห็นว่าหายไปแค่ไหน แต่พอเสร็จแล้ว ลุกขึ้นมาเท่านั้นแหละ โอ้!!!!!! คุณแม่ช่วยด้วย ผมนู๋หายไปเป็น "คืบ!!" วินาทีนั้นเหมือนได้ยินเสียงหิวหล่นเกรียวกราวลงมาทับตัวเองจนจมหายไป ทำไมหนอ ทำไม ผมกรู ผมกรูหายไปหมดเล้ย ณ วินาทีนั้นอยากฆ่าเจ๊แกมาก จบโรงเรียนไหนมาฟระ แล้วฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงว่า "เล็ม เล็มๆๆๆๆ" ไม่ใช่ตัดออกเป็น "คืบ" แบบเน๊ อ๊ายยยยยยย เสียอารมณ์มากเรย เหนือสิ่งอื่นใด ยังหงส์เสีย SELF อะ

เดินจิกผมมาตลอดทางด้วยความอาลัยยิ่ง ผมหายไปจากเอว เหลือแค่เลยบ่านิดหน่อยเท่านั้น เศร้ามากทีเดียว เสียความมั่นใจ ตอนนั้นเข้าใจอย่างกระจ่างเลยว่า ตอนหมูหยองโดนกล้อนขนแล้วเอาแต่ซึมทั้งวันมันเป็นยังไง ฮือ~ น่าสงสารมาก คือเขาตัดออกไปเยอะมากจริงๆนะ เรามองข้างหลังไม่เห็นอะ ตอนแรกที่เขาปาดมาข้างหน้าก็คิดว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหัว ใครจะรู้ว่ามันจะไปมีผลกับส่วนข้างหลังทั้งหมดแบบเน๊ โหยๆๆๆ ทั้งๆที่ก็ทวนคำกันแล้วว่าเล็มอ้ะ ไม่เข้าใจเรย หูมีปัญหา หรือสมองมีปัญหา หรือฝีมือมีปัญหากันแน่ ...สงสัยจะทั้งหมด

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปกับการรับตัวเองไม่ได้ตลอด ทำใจยังไงก็รับไม่ได้ คือเวลาเอามือสางผม มันเป็นก้อนอะ มันหนามาก หนาเกิน ไม่ชอบเรย ปกติมันจะบางๆ คือไม่ได้ชอบให้ตัวเองผมบาง แต่ว่ามันมีทรง ดูแล้ว ลูบแล้ว ไม่เป็นก้อนเหมือนตอนเน๊ (โฮ~ วิ่งผลุบหายเข้าไปในกลีบเมฆ) มันรู้สึกแย่มากกับหัวตัวเอง เดินเข้าห้องน้ำที่ออฟฟิศก็จี๊ดที่ใจมาก มันแลแล้วน่าเกลียดมาก ต้องเขียนตากลบเกลื่อนความน่าเกลียด (ทั้งๆที่มันคนละส่วนกับผมนี่แหละ) แต่เบนความสนใจให้คนมองตามากกว่ามองผมไง (เกี่ยว?? 555+)

ฉะนั้น เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ธันวา ที่ผ่านมา ถ่อไปหาพี่ทิพย์นางฟ้าคนงามที่สยาม เบะหน้าอย่างเศร้าให้เขาเห็นและสงสาร ขอให้พี่เขาแก้ผมที่มันเหมือนเป็นก้อนอะไรไม่รู้ออกจากหัวให้หน่อย ทันทีที่ถึงมือพี่ทิพย์ คุณพี่ยืนมองสักพักก่อนจะบอกว่าเขาก็ตัดโอเคนะ ก็เลยแบบ โอเคเหรอ? ช่างผมเข้าข้างกันเองป่าวนา แต่ไม่หรอกน่า คนเป็นช่างเหมือนกันอาจจะเข้าใจได้มากกว่าเรา สุดท้ายก็ให้พี่เขาลงมืออยู่ดี ช่วยทำให้ผมดูมีทรงขึ้นมาหน่อยเหอะ ทื่อๆเหมือนบะหมี่เกี๊ยวแบบนี้แล้วมันไม่น่าดูเอาเสียเลย

พอตัดเสร็จออกมา โอ้ววววววววว ความมั่นใจกลับคืน ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้นทันตาเห็น ขนาดพี่ทิพย์ยังพยักหน้างงๆ เออ ซอยผมออกหน่อยดีกว่าจริงด้วย แอ่ะ! เห็นแมะ นี่แหละคร่ะคือความมั่นใจของหนูที่หายไป พี่ทิพย์นางฟ้าใจดีช่วยหนูได้ทุกเรื่องจริงๆ ขอบคุณมากเรยนะคร้าาาาาาา อยากจะเข้าไปกอดแกให้หนำ แต่เขาคงเอาตีนยันออกมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

แต่พอคืนวันอาทิตย์ต้องสระผม ตื่นมาตอนเช้าไปทำงานหัวกลมเชียว กลมดิ๊กเลย (หน้าก็กลมเลยยิ่งกลม) เอิ๊กกกก แต่ไม่เป็นไร มั่นใจกว่าเดิมหน่อยว่าผมมันเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ใช่จับๆแล้วมันทะแม่ง มันเซ็งจิตมากมาย

ผมหายไปคืบ(ตึงๆ) แม้จะเสียดาย(มากทีเดียว) แต่ว่าไม่ได้เลวร้ายพอควร แต่สิ่งที่สงสัยคือ ทำไมเวลาตัดผมล้างซวย เรื่องซวยที่พบเจอและอยากให้มันจากไปเร็วๆ มันก็จากไปนะ แต่ว่าเรื่องที่เลวร้ายกว่ากลับโหมเข้ามาน่ะสิ ไม่ทันแฮ้ปปี้สุดๆ กรูแซ้ดสุดๆก่อนเลย โคตรเซ็ง แต่เอาเถอะ หวังว่าหลังแซ้ดนี้ คงจะมีเรื่องดีๆมาให้เจอะเจอกันบ้างล่ะน่านะ

ฮี่~ ^_____________________^

AVATAR

หนังยาวมากเรย รวมโฆษณาก็ 3 ชั่วโมงได้ ก็ถือว่าเป็นหนังที่ไม่ได้ตัดจนดูไม่รู้เรื่อง ใช้ได้ๆ ไม่ค่อยเสียดายเงินเท่าไร สำหรับหนังเรื่องนี้มันก็เป็นหนังที่ดีอะนะ ภาพก็ทำเนียนมาก ไม่ค่อยติดขัดอะไรเท่าไร คือไม่ได้ดูแล้วรู้สึกว่า โห ซีจีชัดๆ เนียนดีๆ เจ๋งอะ

เรื่องราวไม่ค่อยซับซ้อนมาก ตรงๆ คือค่อนข้างเดาได้ว่าจะจบลงยังไง แต่ที่เดาไม่ได้(สำหรับเราอะนะ) คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของมันจะดำเนินเรื่องไปแบบไหนมากกว่า การถ่ายทอดเรื่องราวเป็นไปค่อนข้างรวดเร็วสักหน่อย เรื่องนี้ไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไรนะ เพราะว่าถึงมันจะออกแนววิทยาศาสตร์อยู่ แต่ว่ามันไม่ได้พูดพร่ำเรื่องของทฤษฎีเยอะเกินไป มันเลยไม่ค่อยน่าเบื่อแบบชวนง่วง ประมาณว่าคงแทบจะหลับเลยทีเดียวเวลามันพร่ำๆๆๆๆถึงวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีแต่ศัพท์เฉพาะ หนังพวกนั้นมันน่าเบื่อนะ ยิ่งทฤษฎีเยอะยาวเหยียด ยิ่งน่าเบื่อ เรื่องนี้เลยถือว่าโอเคทีเดียว เรื่องทฤษฎีไม่ได้อธิบายยืดยาวอะไร

แต่ที่คิดว่าน่าจะเป็นข้อเสียคือ เรื่องบางเรื่องก็ออกจะรวบรัดเกิ๊น แบบว่าไม่มีที่มาที่ไป คืออย่างน้อยบอกสักหน่อยก็ได้ว่า ไอ้คนนี้คือใคร ไอ้คนนี้มาจากไหน ไอ้คนนี้มาได้ยังไง เป็นยังไง คือไม่ได้ให้อธิบายยาวเหยียด แต่เวลาดูหนังแล้ว ไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวละครแล้วมันจะงง ดูๆไปกว่าจะเข้าใจ หนังมันก็เลยตอนนั้นมาแล้ว จะกรอกลับก็ไม่ได้ มันเลยไม่ค่อยประติดประต่อเรื่องราวได้ทันที

ทีนี้มาพูดเรื่องตัวละครกันมั่งดีกว่า คนแรกเลย พระเอกของเรื่อง นิสัยเท่าที่ดูแล้วเนี่ย แรกๆออกจะน่ารำคาญอยู่สักหน่อย คือชอบแส่หาเรื่องจนน่ารำคาญ ชอบทำตัวมีปัญหา ชอบทำให้คนเขาเดือดร้อน น่าเบื่อ บางทีก็โชว์พาวจนน่าหมั่นไส้ แต่พอช่วงที่เริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอวตารแล้ว กลับดูเหมือนเป็นผู้เป็นคนยิ่งกว่าตอนเป็นคนจริงๆซะอีก (ฮ่วย!!) แต่ถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างหัวไว ฉลาด เรียนรู้เร็ว ปรับตัวง่าย ดูๆไปก็โอเค เก่ง (แม้บางทีจะเก่งจนเวอร์ก็เถอะ)

นางเอก...ไม่รู้ว่าเทอเอาใครมาเป็นต้นแบบ ใครเป็นคนพากย์เสียง ไม่ได้ดูเครดิตตอนท้ายด้วย (ลืม) ในเรื่องมนุษย์เรียกคนป่า โดยส่วนตัวแล้วไม่อยากเรียกใครอย่างนั้น มันดูแล้วเหมือน คำว่า คนป่า คือไม่ใช่มนุษย์ เขาไม่ได้แตกต่างจากเราถึงได้เรียกเขาว่าคนป่า เพียงแต่แค่เขาคืออีกชนเผ่านึง อีกอารยธรรมนึงที่แตกต่างจากเราเท่านั้นเอง หากมองในทางกลับกัน เขาก็คงมองเราว่าเราเป็นคนป่าเหมือนกันนั่นแหละ เหอๆๆ นอกเรื่องซะไกล กลับมาที่นางเอกต่อ นางเอกจนออกแนวขี้โวยวาย ชอบคำรามเวลาหงุดหงิด 555+ เสียงก็ตลก เป็นคนค่อนข้างหัวแข็ง หัวดื้อ แต่ดูแล้ว ออกแนวเป็นผู้หญิงเก่ง แล้วก็เป็นปกติที่ นางเอกของเรื่องมักเป็นลูกสาวหัวหน้าเผ่า ลูกสาวคนเดียวด้วย เนอะๆ ตอนท้ายที่นางเอกรู้แล้วว่าพระเอกเป็นคนที่ถูกส่งเข้ามาในเผ่าเพื่อสืบข่าวไปให้พวกมนุษย์ เทอโกรธ เทอเกลียด พระเอกเข้าไส้ ก็เข้าใจอะนะ และไม่คิดว่านางเอกโหดร้ายเกินไป เพราะมันก็น่าโมโหจริงๆ แต่ที่เซ็งตามมาเนี่ย คือตอนที่พระเอกควบคุมนกยักษ์ในตำนานที่ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้านายได้ง่ายๆอย่าง โทรุค มัคโต เนี่ย นางเอกกลับทำหน้าปลาบปลื้มใส่ และแสดงออกว่าฉันหายโกรธเธอแล้ว ฉันต้องการเธอ โอ้วววว เทอตัดสินคนจากการขี่ โทรุค มัคโต ได้อย่างนั้นเหรอ คือตอนนั้นเข้าใจพระเอกว่าทำไมต้องเอาชนะ โทรุค มัคโต เพราะอยากเข้าไปในเผ่าโดยที่คนไม่ขับไล่ไสส่ง แต่ว่านะ ผิดประเด็นจากนางเอกไงไม่รู้ เทอน่าจะเข้าใจเขาในตอนที่เขาบอกว่าตัวเขาเองเลือกข้างกับชาวนาวีสิ (เผ่าของนางเอก...หนึ่งในเผ่าของอวตาร) ไม่ใช่มาเข้าใจตอนเขาครอบครอง โทรุค มัคโตได้ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็เหมือน ผู้หญิงให้อภัยผู้ชาย เมื่อผู้ชายที่เคยขับมอเตอร์ไซค์ อยู่ๆก็มาขับเบ๊นซ์แล้ว อย่างนั้นสิ เซ็งนิดหน่อย

เกรซ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นคนเดียวที่ใช้วิธีประนีประนอมกับพวกอวตาร ไม่อยากใช้ความรุนแรง ไม่อยากใช้อาวุธสงคราม เทออยากใช้วิธีการฑูต เป็นคนเดียวมั้งที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มของอวตารได้โดยที่ไม่มีใครรังเกียจ แต่ที่เป็นข้อเสียของเรื่องนี้ในบทของเกรซนั้น น่าจะเป็นตรงที่ไม่มีการเท้าความของเกรซเลยว่าเข้าไปได้ยังไง เพราะขนาดพระเอกเข้าไปตอนแรก โดนลากอย่างกับนักโทษ เพราะฉะนั้นย่อมหมายความว่า ต่อให้เป็นตัวสีฟ้าเหมือนกัน แต่ในเมื่อเป็นคนต่างด้าวก็ใช่ว่าจะอยู่ที่นี่ได้เสมอไป ก็น่าจะมีที่มาที่ไปให้พอเข้าใจบ้าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตามที ที่น่าเสียดายสำหรับเกรซอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเกรซตาย เสียดายจังเลย เรื่องนี้ตัวละครดีๆต้องมาตายเยอะมาก แต่เกรซคงตายตาหลับ เพราะว่าเกรซมาจบชีวิตลงพร้อมๆกับร่างอวตารของตัวเองใต้สถานที่ที่เกรซต้องการเข้ามามากที่สุด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวนาวี

ตัวเด่นๆมันก็มีเท่านี้แหละ อ้อ จะมีนายทหารบ้าบออยู่คนนึง คาดว่าเป็นโรคจิตอยู่สักหน่อย ที่เขาว่ากันว่าคนชั่วตายยากไม่น่าจะผิด เพราะว่าไอ้แก่นี่ตายยากจริงๆ มันต้องการทำลายล้างอย่างเดียวจนน่ารำคาญ คือคนที่เห็นความทุกข์และการตายของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกนี่ก็เรียกว่าเลวไม่มีที่ติจริงๆอะ ด้วยความที่แกอาจเคยโดนทำร้ายจากพวกอวตาร เป็นเหตุให้หัวแกมีรอยแผลเป็นมหึมาประดับอยู่ เลยทำให้แกอยากเอาคืนเป็นอย่างมากถึงได้ทิ้งระเบิดราบคาบซะอย่างนั้น ประสาทมากทีเดียว แล้วอีกอย่าง เราคิดว่าไอ้แก่นี่มันจะเอาอะไรกันนักกันหนา คือตัวเองแค่มาทำภาระกิจให้เสร็จ เขาบัญชาการให้มาถล่มเผ่าก็ถล่มไป อันนี้เข้าใจว่าแกทำตามหน้าที่ แต่ภาระกิจไม่ได้ให้มาไล่ฆ่าพระเอกนะเว้ย คือพระเอกทรยศต่อหน่วยทหารมาเข้ากับกลุ่มชาวนาวี อันนี้เข้าใจว่าน่าโมโหจริงๆ แต่ไม่ใช่เล่นมาตามจองล้างจองผลาญจนดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป คือดูเหมือนไม่ใช่แค่เรื่องทรยศแล้ว ทำอย่างกับว่าพระเอกไปตัดแขนตัดขามันงั้นอะ คือเลวมากจริงๆ

ที่ชอบอีกตัวคือแม่นางเอก ดูมีสติสุดแล้ว เหอๆๆๆ ชอบตอนนึงที่ในขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เทอกลับเดินออกมาจากกองเพลิงและควันระเบิด เพื่อมาตัดเชือกให้พระเอกและเกรซ น้ำตาอาบแก้มและบอกพระเอกว่า หากเจ้าเป็นคนที่พระมารดาเอวาส่งมาจริง ก็ได้โปรดช่วยเหลือเราด้วย อะไรประมาณนี้แหละ จำประโยคไม่ได้ คือแม่คุณเทอเป็นคนเดียวที่เข้าใจในเจตนาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองเคารพบูชา แต่เชื่อแบบมีสตินะ ไม่ใช่งมงาย และเชื่อในตัวของพระเอกด้วยว่ามาดี ไม่ได้คิดร้ายจริงๆ ตอนเดินน้ำตาอาบมาช่วยพระเอกและขอร้องพระเอก เราว่าเป็นอะไรที่เท่มากอะ บอกไม่ถูกแฮะ

พ่อพระเอกกับว่าที่ลูกเขย(ว่าที่หัวหน้าเผ่าคนต่อไป) สองคนนี้ช่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมาจบชีวิตลงระหว่างสู้รบเพื่อเผ่าของตัวเอง ไม่น่าเลยจริงๆ เพื่อนของพระเอกที่เป็นนักบิน ก็ตายเหมือนกัน น่าเสียดาย เพราะถ้าไม่มีเทอคนนี้ พระเอกไม่มีทางได้ออกมาช่วยชาวนาวีแน่นอน และเทอไม่ได้ช่วยแต่พระเอก เทอเป็นคนที่ช่วยชีวิตอวตารทุกคนด้วย คุณค่าของเทอมากมายเสียจนไม่น่าจะต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้เลย

อีกอย่างที่แลดูแล้วหงุดหงิดนิดหน่อย พระเอกเป็นคนที่สู้รบโดยไม่มีการวางแผนเลยอะ...

(เด๋วมาต่อ ง่วงแล้วอะ)

"ย่อง" หนีโอที

เกิดปรากฏการณ์หนีโอที ณ บริษัทแห่งหนึ่ง ในย่านพหลโยธิน หนึ่งในออฟฟิศที่ตั้งสำนักงานอยู่ภายในตึกช้างชื่อดัง

ผ่าง...!! น่าจะเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ประจานกันไปเรย ...สืบเนื่องจากว่า หัวหน้าสั่งให้ทำโอที โดยเขาใช้คำพูดว่า "เปิดโอทีแล้วนะครับวันนี้" บลาๆๆๆๆ มากมายตามมา จากนั้นไม่นานเราก็ต้องนั่งทนทุกข์นั่งทำงานเรื่อยมา ไม่ได้กลับบ้านเร็วอย่างที่เคย รุ่นเราที่เข้ามาคงปวดใจเป็นอย่างมาก เพราะเราทำงานปกติได้แค่ 12 วันเท่านั้น แล้ว 12 วันที่ผ่านมานี่ก็ไม่ได้กลับเร็วเลยนะ ออกทุ่มนึงตลอด เชอะ เลยตั้งปณิธานไว้ว่า วันใดที่ฉันเข้าตำแหน่งเต็มตัวเมื่อไร ฉันจะปฏิวัติเวลาของ(ตำแหน่ง)ตัวเองทันที แต่ยังไม่ทันได้ปฏิวัติเรย ก็โดน "เปิดโอที" ซะก่อน เฮ้ออออ!!!

ทีนี้เกิดเหตุบางอย่าง ทำให้งานของทุกคนร่อยหรอกระทันหัน เมื่อเป็นอย่างนั้น ไอ้เราก็เลยพาลงานน้อยไปด้วย เพราะไม่รู้จะตรวจงานใคร? พอเราไม่มีงาน เวลาโอทีที่คุณหัวหน้าเขาเปิดก็เลยพลอยว่างไปด้วย พอว่างแล้วจะทำอะไรอะ มันเลยเป็นประเด็นจุดประกายกันขึ้นมาว่า ในเมื่อไม่มีงานแล้วกรูจะอยู่โอทีทำไมวะ!?!?!? แล้วไม่ได้คุยกันด้วยนะ ต่างคนต่างคิด แต่ดันคิดเหมือนกัน!!

เริ่มแอบดอดกันไป ผลัดๆกันไปโดยมิได้นัดหมาย คราวก่อนนะ กลับกันใหญ่ๆ เดินออกจนเกือบหมดห้อง เราก็ เอ๊า ทำไมกลับได้อะ แล้วทำไมกรูกลับไม่ได้อะ อะไรวะ มีงี้ด้วย คุณแกก็เดินมา ฉีกยิ้มน้อยๆพองามเป็นมิสทิฟฟานี่ขั้นเล็ก แล้วบอกว่า "หงส์กลับไม่ได้นะครับ" อีเห็ดเปื่อย!! กลับไม่ได้อะไรเนี่ย แล้วทำไมกรูต้องอยู่ด้วยฟระ ในเมื่อคนทำงานให้กรูกลับกันเกือบหมดแล้วอ้ะ!! อีบ้า มันก็เกิดความโมโหว่าเรื่องอะไรกรูต้องอยู่ฟระ ทีนี้เต้นรอบห้องหาผู้พิทักษ์ เพราะไปคนเดียวแล้วเกิดเจอคุณระหว่างทางกูตายแน่ เลยได้พี่ๆให้ความช่วยเหลือด้วยความสงสาร(ปนสมเพช) ช่วยชีวิตออกมาจากขุมนรกนั้นได้หนึ่งวันถ้วน

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ผลุบๆโผล่ๆกันตลอด คนไหนหนีได้ก็หนี (อันที่จริงไม่อยากใช้คำว่าหนีเลยแฮะ) มาวันนี้ตอนเช้าระดมสมอง ขอให้คนที่จะออกส่งซิกโดยการถีบเก้าอี้ไอ้หงส์ด้วย และขอความกรุณาให้ถีบเก้าอี้สองรอบถ้วน เพราะว่าถีบทีเดียวใช่ว่าจะไปได้ทันที เพราะต้องปิดเครื่องก่อน เพราะฉะนั้น ถีบรอบแรกคือเตือนว่าเตรียมเผ่น ถีบที่สองคือโกยโลด

ตอนเย็นเคลียร์งานเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ส่งเมลให้ลูกค้า ไฟล์เจือกใหญ่ ไปไม่ได้ทันที รอโคตรนาน ระหว่างนั้นหัวหน้าเดินออกมาเหมือนจะรู้ว่าไอ้พวกนี้มันจะก่อม็อบ เลยรีบชิ่งออกมาก่อน (ตอนเขาเดินออกมา ไอ้เราก็นั่งก่นด่าสาปแช่งไฟล์ว่า แมร่ง ทำไมต้องเป็นไฟล์ใหญ่ด้วยฟระ ขวางทางกลับบ้านชะมัด) เขาเดินออกมาถามคนๆนึง (คนที่เขาคิดว่าจะไม่โดนทีน หากพูดอะไรออกไป) "อย่าเพิ่งกลับนะครับ ถ้าว่างก็หาอะไรทำไปก่อน" ...ถ้าว่าง...ถ้าว่าง!!! บ้าหรือเปล่า!! ถ้าว่าง... แล้วถ้ารู้ว่ากรูว่าง ทำไมไม่ปล่อยกรูกลับบ้านฟระ!!!! กริ้วในหฤทัยมาก ยิ่งร้อนรนเร่งไฟล์งานทางสายตาว่ากรุณา Attach เร็วๆหน่อยได้ไหม

และทันทีที่หัวหน้าเดินกลับเข้าพาร์ทิชั่นของแกไปอีกครั้ง ช่วงนี้แหละ! ระยะปลอดภัย... จากนั้น เสือตัวแรกคว้ากระเป๋าตัวเองอย่างเบามือที่สุด พร้อมก้าวเบาๆ ดึ้บๆออกจากห้องไป เอ๊า ชักช้าอยู่ใย ไอ้หงส์ก็ตามดิ! กระซิบกระซาบบอกลาพี่ข้างๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าตัวเองแล้วย่องตามไปติดๆ รองเท้ามันเสียงดังเลยต้องเขย่งเดินออกไป ทรมานมาก แต่ยอมตะคริวกิน กดประตูเสดปุ๊บ เผ่นออกไป จากนั้นเราใจดี ยืนดึงประตูไว้ให้ เผื่อกดติดกันเยอะแล้วเดี๋ยวคุณเขาจะสงสัย แต่คนที่ตามมาดันไม่เห็นว่าเราเปิดให้อยู่ กดปุ่มเปิดประตูซ้ำ (ฮ่วย! แง้มประตูไว้ไม่เป็นประโยชน์เรยกรู) คนที่ออกมาคนแรกกดลิฟท์ มาลิฟท์ดังปุ๊บ สามชีวิตแทบพุ่งไปที่ลิฟท์ อยากจะงัดให้มันเปิดออกเร็วๆก่อนจะถลาเข้าไปจนคนข้างในตกใจ เพราะนิ้วกดปิดรัวๆๆๆๆๆๆเหมือนหนีตาย พอลิฟท์ปิดแล้ว ถอนหายใจกันอย่างโล่งอก แล้วคุยกันว่า "เหมือนกรูทำอะไรผิดเลยว่ะ"

ขณะที่ยิงนิ้วกันอยู่นั้น อีกหนึ่งชีวิตก็ตามกันขึ้นมาได้สำเร็จ ดีใจด้วยจริงๆ บราโว่!! แต่พอถามถึงอีกสองชีวิต อ้าว ตกลงมันอยู่ต่อหรือมันกลับวะ ไม่ได้ถาม มันหายไปตอนไหนยังไม่รู้เลย แล้วที่หายไปนี่กลับบ้านหรือไปกินข้าวแล้วกับมาทำโอทีต่อกันแน่... คุยกันต่อว่าพรุ่งนี้อาจโดนเรียกประชุม แต่หากคุณหัวหน้าคิดให้ดีแล้วไม่ควรจะเรียกนะคะ เพราะว่ามีคนรอฉะแกมากมายทีเดียว แล้วแกเป็นอะไรไม่รู้ เก่งแต่กับ เด็ก สตรี และคนชรา โว้!! ฝ่ายอาร์ตนี่กลัวกันจังอ้ะ!!! เมื่อมาคิดถึงว่าแกไม่กล้ากับพวกผู้ชาย อ้าว!!?? ความซวยตกอยู่ที่กรู ...ถ้าแกเกิดเรียกกรูไปด่าคนเดียวล่ะ ไม่มีฝ่ายอาร์ตแล้วใครจะข่มแก เมื่อไม่มีคนข่มแกก็ฉะฉันสบาย แต่ต่อให้ฉันฉะกะเขามันก็ล่อแหลม แต่ว่านะ มองอีกแง่นึง "กรูจะไม่พ้นโปร เพียงเพราะแค่กรูไม่ทำโอทีหรือนี่ โอ้ ช่างน่าอับอาย เหตุผลเห่ยชะมัด"

ถึงบ้านทุ่มครึ่ง ดีใจกันแทบทั้งซอยบ้านทีเดียว ดีใจมากๆๆๆ รู้สึกมีเวลาทำอะไรเยอะกระทันหัน อยากให้เป็นแบบนี้ทุกวันจัง แค่เกือบทุกวันก็ได้ มีความสุขมากมายทีเดียว ได้กินอย่างเต็มที่ ได้ดูทีวี ได้คุย ได้เล่นเน็ต ชีวิตมีอะไรนอกจากทำงาน(และทำโอที) วงจรชีวิตไม่อุบาทว์แล้ว ก็อยากให้เป็นอย่างนี้เรื่อยไปอะนะ ภาวนาให้แก "ปิดโอที" เสียทีเถิด สาธุ!

กระบวนการ "ย่อง" หนีโอทีจึงเป็นไปด้วยประการละฉะนี้ ...ว่าแต่...อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ควรต้องหนีเลยนะเนี่ย แมร่ง!?!?!? 

หั่นผมมา

เนี่ยยย เมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธันวา ตัดสินใจไปตัดผมมา คือด้วยความเชื่ออย่างหนึ่งว่าตัดผมแล้ว สิ่งแย่ๆก็ขอให้หลุดออกไปด้วย อะไรงี้ (ก็จำไม่ได้อะนะว่าไปเอาความเชื่อนี้มาจากไหน แต่เด็กมากแล้ว) และบวกกับผมที่ยาวมากและมันเริ่มยาวไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ก็นะ กว่าจะถึงบ้านอาม่าก็เย็นมากแล้ว ขี้เกียจไปสยามแล้วอะ อีกอย่าง ก็แค่ตัดนิดหน่อย เล็มๆ ไม่ได้อะไรมาก คงไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรหรอกน่ะ ...เป็นไง...คิดตื้นๆ

พอถึงบ้านอาม่าประมาณห้าโมงเย็น ก็ปรี่ไปร้านตัดผมแถวบ้าน บอกให้เล็ม เขาก็เล็มๆนะ ตอนที่ตัด ผ้ามันคลุมรอบตัว ผมเราไปอยู่ข้างหลังหมด ตอนตัดก็เลยไม่เห็นว่าหายไปแค่ไหน แต่พอเสร็จแล้ว ลุกขึ้นมาเท่านั้นแหละ โอ้!!!!!! คุณแม่ช่วยด้วย ผมนู๋หายไปเป็น "คืบ!!" วินาทีนั้นเหมือนได้ยินเสียงหิวหล่นเกรียวกราวลงมาทับตัวเองจนจมหายไป ทำไมหนอ ทำไม ผมกรู ผมกรูหายไปหมดเล้ย ณ วินาทีนั้นอยากฆ่าเจ๊แกมาก จบโรงเรียนไหนมาฟระ แล้วฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงว่า "เล็ม เล็มๆๆๆๆ" ไม่ใช่ตัดออกเป็น "คืบ" แบบเน๊ อ๊ายยยยยยย เสียอารมณ์มากเรย เหนือสิ่งอื่นใด ยังหงส์เสีย SELF อะ

เดินจิกผมมาตลอดทางด้วยความอาลัยยิ่ง ผมหายไปจากเอว เหลือแค่เลยบ่านิดหน่อยเท่านั้น เศร้ามากทีเดียว เสียความมั่นใจ ตอนนั้นเข้าใจอย่างกระจ่างเลยว่า ตอนหมูหยองโดนกล้อนขนแล้วเอาแต่ซึมทั้งวันมันเป็นยังไง ฮือ~ น่าสงสารมาก คือเขาตัดออกไปเยอะมากจริงๆนะ เรามองข้างหลังไม่เห็นอะ ตอนแรกที่เขาปาดมาข้างหน้าก็คิดว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหัว ใครจะรู้ว่ามันจะไปมีผลกับส่วนข้างหลังทั้งหมดแบบเน๊ โหยๆๆๆ ทั้งๆที่ก็ทวนคำกันแล้วว่าเล็มอ้ะ ไม่เข้าใจเรย หูมีปัญหา หรือสมองมีปัญหา หรือฝีมือมีปัญหากันแน่ ...สงสัยจะทั้งหมด

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปกับการรับตัวเองไม่ได้ตลอด ทำใจยังไงก็รับไม่ได้ คือเวลาเอามือสางผม มันเป็นก้อนอะ มันหนามาก หนาเกิน ไม่ชอบเรย ปกติมันจะบางๆ คือไม่ได้ชอบให้ตัวเองผมบาง แต่ว่ามันมีทรง ดูแล้ว ลูบแล้ว ไม่เป็นก้อนเหมือนตอนเน๊ (โฮ~ วิ่งผลุบหายเข้าไปในกลีบเมฆ) มันรู้สึกแย่มากกับหัวตัวเอง เดินเข้าห้องน้ำที่ออฟฟิศก็จี๊ดที่ใจมาก มันแลแล้วน่าเกลียดมาก ต้องเขียนตากลบเกลื่อนความน่าเกลียด (ทั้งๆที่มันคนละส่วนกับผมนี่แหละ) แต่เบนความสนใจให้คนมองตามากกว่ามองผมไง (เกี่ยว?? 555+)

ฉะนั้น เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ธันวา ที่ผ่านมา ถ่อไปหาพี่ทิพย์นางฟ้าคนงามที่สยาม เบะหน้าอย่างเศร้าให้เขาเห็นและสงสาร ขอให้พี่เขาแก้ผมที่มันเหมือนเป็นก้อนอะไรไม่รู้ออกจากหัวให้หน่อย ทันทีที่ถึงมือพี่ทิพย์ คุณพี่ยืนมองสักพักก่อนจะบอกว่าเขาก็ตัดโอเคนะ ก็เลยแบบ โอเคเหรอ? ช่างผมเข้าข้างกันเองป่าวนา แต่ไม่หรอกน่า คนเป็นช่างเหมือนกันอาจจะเข้าใจได้มากกว่าเรา สุดท้ายก็ให้พี่เขาลงมืออยู่ดี ช่วยทำให้ผมดูมีทรงขึ้นมาหน่อยเหอะ ทื่อๆเหมือนบะหมี่เกี๊ยวแบบนี้แล้วมันไม่น่าดูเอาเสียเลย

พอตัดเสร็จออกมา โอ้ววววววววว ความมั่นใจกลับคืน ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้นทันตาเห็น ขนาดพี่ทิพย์ยังพยักหน้างงๆ เออ ซอยผมออกหน่อยดีกว่าจริงด้วย แอ่ะ! เห็นแมะ นี่แหละคร่ะคือความมั่นใจของหนูที่หายไป พี่ทิพย์นางฟ้าใจดีช่วยหนูได้ทุกเรื่องจริงๆ ขอบคุณมากเรยนะคร้าาาาาาา อยากจะเข้าไปกอดแกให้หนำ แต่เขาคงเอาตีนยันออกมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

แต่พอคืนวันอาทิตย์ต้องสระผม ตื่นมาตอนเช้าไปทำงานหัวกลมเชียว กลมดิ๊กเลย (หน้าก็กลมเลยยิ่งกลม) เอิ๊กกกก แต่ไม่เป็นไร มั่นใจกว่าเดิมหน่อยว่าผมมันเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ใช่จับๆแล้วมันทะแม่ง มันเซ็งจิตมากมาย

ผมหายไปคืบ(ตึงๆ) แม้จะเสียดาย(มากทีเดียว) แต่ว่าไม่ได้เลวร้ายพอควร แต่สิ่งที่สงสัยคือ ทำไมเวลาตัดผมล้างซวย เรื่องซวยที่พบเจอและอยากให้มันจากไปเร็วๆ มันก็จากไปนะ แต่ว่าเรื่องที่เลวร้ายกว่ากลับโหมเข้ามาน่ะสิ ไม่ทันแฮ้ปปี้สุดๆ กรูแซ้ดสุดๆก่อนเลย โคตรเซ็ง แต่เอาเถอะ หวังว่าหลังแซ้ดนี้ คงจะมีเรื่องดีๆมาให้เจอะเจอกันบ้างล่ะน่านะ

ฮี่~ ^_____________________^

AVATAR

หนังยาวมากเรย รวมโฆษณาก็ 3 ชั่วโมงได้ ก็ถือว่าเป็นหนังที่ไม่ได้ตัดจนดูไม่รู้เรื่อง ใช้ได้ๆ ไม่ค่อยเสียดายเงินเท่าไร สำหรับหนังเรื่องนี้มันก็เป็นหนังที่ดีอะนะ ภาพก็ทำเนียนมาก ไม่ค่อยติดขัดอะไรเท่าไร คือไม่ได้ดูแล้วรู้สึกว่า โห ซีจีชัดๆ เนียนดีๆ เจ๋งอะ

เรื่องราวไม่ค่อยซับซ้อนมาก ตรงๆ คือค่อนข้างเดาได้ว่าจะจบลงยังไง แต่ที่เดาไม่ได้(สำหรับเราอะนะ) คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของมันจะดำเนินเรื่องไปแบบไหนมากกว่า การถ่ายทอดเรื่องราวเป็นไปค่อนข้างรวดเร็วสักหน่อย เรื่องนี้ไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไรนะ เพราะว่าถึงมันจะออกแนววิทยาศาสตร์อยู่ แต่ว่ามันไม่ได้พูดพร่ำเรื่องของทฤษฎีเยอะเกินไป มันเลยไม่ค่อยน่าเบื่อแบบชวนง่วง ประมาณว่าคงแทบจะหลับเลยทีเดียวเวลามันพร่ำๆๆๆๆถึงวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีแต่ศัพท์เฉพาะ หนังพวกนั้นมันน่าเบื่อนะ ยิ่งทฤษฎีเยอะยาวเหยียด ยิ่งน่าเบื่อ เรื่องนี้เลยถือว่าโอเคทีเดียว เรื่องทฤษฎีไม่ได้อธิบายยืดยาวอะไร

แต่ที่คิดว่าน่าจะเป็นข้อเสียคือ เรื่องบางเรื่องก็ออกจะรวบรัดเกิ๊น แบบว่าไม่มีที่มาที่ไป คืออย่างน้อยบอกสักหน่อยก็ได้ว่า ไอ้คนนี้คือใคร ไอ้คนนี้มาจากไหน ไอ้คนนี้มาได้ยังไง เป็นยังไง คือไม่ได้ให้อธิบายยาวเหยียด แต่เวลาดูหนังแล้ว ไม่รู้ที่มาที่ไปของตัวละครแล้วมันจะงง ดูๆไปกว่าจะเข้าใจ หนังมันก็เลยตอนนั้นมาแล้ว จะกรอกลับก็ไม่ได้ มันเลยไม่ค่อยประติดประต่อเรื่องราวได้ทันที

ทีนี้มาพูดเรื่องตัวละครกันมั่งดีกว่า คนแรกเลย พระเอกของเรื่อง นิสัยเท่าที่ดูแล้วเนี่ย แรกๆออกจะน่ารำคาญอยู่สักหน่อย คือชอบแส่หาเรื่องจนน่ารำคาญ ชอบทำตัวมีปัญหา ชอบทำให้คนเขาเดือดร้อน น่าเบื่อ บางทีก็โชว์พาวจนน่าหมั่นไส้ แต่พอช่วงที่เริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอวตารแล้ว กลับดูเหมือนเป็นผู้เป็นคนยิ่งกว่าตอนเป็นคนจริงๆซะอีก (ฮ่วย!!) แต่ถือว่าเป็นคนที่ค่อนข้างหัวไว ฉลาด เรียนรู้เร็ว ปรับตัวง่าย ดูๆไปก็โอเค เก่ง (แม้บางทีจะเก่งจนเวอร์ก็เถอะ)

นางเอก...ไม่รู้ว่าเทอเอาใครมาเป็นต้นแบบ ใครเป็นคนพากย์เสียง ไม่ได้ดูเครดิตตอนท้ายด้วย (ลืม) ในเรื่องมนุษย์เรียกคนป่า โดยส่วนตัวแล้วไม่อยากเรียกใครอย่างนั้น มันดูแล้วเหมือน คำว่า คนป่า คือไม่ใช่มนุษย์ เขาไม่ได้แตกต่างจากเราถึงได้เรียกเขาว่าคนป่า เพียงแต่แค่เขาคืออีกชนเผ่านึง อีกอารยธรรมนึงที่แตกต่างจากเราเท่านั้นเอง หากมองในทางกลับกัน เขาก็คงมองเราว่าเราเป็นคนป่าเหมือนกันนั่นแหละ เหอๆๆ นอกเรื่องซะไกล กลับมาที่นางเอกต่อ นางเอกจนออกแนวขี้โวยวาย ชอบคำรามเวลาหงุดหงิด 555+ เสียงก็ตลก เป็นคนค่อนข้างหัวแข็ง หัวดื้อ แต่ดูแล้ว ออกแนวเป็นผู้หญิงเก่ง แล้วก็เป็นปกติที่ นางเอกของเรื่องมักเป็นลูกสาวหัวหน้าเผ่า ลูกสาวคนเดียวด้วย เนอะๆ ตอนท้ายที่นางเอกรู้แล้วว่าพระเอกเป็นคนที่ถูกส่งเข้ามาในเผ่าเพื่อสืบข่าวไปให้พวกมนุษย์ เทอโกรธ เทอเกลียด พระเอกเข้าไส้ ก็เข้าใจอะนะ และไม่คิดว่านางเอกโหดร้ายเกินไป เพราะมันก็น่าโมโหจริงๆ แต่ที่เซ็งตามมาเนี่ย คือตอนที่พระเอกควบคุมนกยักษ์ในตำนานที่ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้านายได้ง่ายๆอย่าง โทรุค มัคโต เนี่ย นางเอกกลับทำหน้าปลาบปลื้มใส่ และแสดงออกว่าฉันหายโกรธเธอแล้ว ฉันต้องการเธอ โอ้วววว เทอตัดสินคนจากการขี่ โทรุค มัคโต ได้อย่างนั้นเหรอ คือตอนนั้นเข้าใจพระเอกว่าทำไมต้องเอาชนะ โทรุค มัคโต เพราะอยากเข้าไปในเผ่าโดยที่คนไม่ขับไล่ไสส่ง แต่ว่านะ ผิดประเด็นจากนางเอกไงไม่รู้ เทอน่าจะเข้าใจเขาในตอนที่เขาบอกว่าตัวเขาเองเลือกข้างกับชาวนาวีสิ (เผ่าของนางเอก...หนึ่งในเผ่าของอวตาร) ไม่ใช่มาเข้าใจตอนเขาครอบครอง โทรุค มัคโตได้ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็เหมือน ผู้หญิงให้อภัยผู้ชาย เมื่อผู้ชายที่เคยขับมอเตอร์ไซค์ อยู่ๆก็มาขับเบ๊นซ์แล้ว อย่างนั้นสิ เซ็งนิดหน่อย

เกรซ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นคนเดียวที่ใช้วิธีประนีประนอมกับพวกอวตาร ไม่อยากใช้ความรุนแรง ไม่อยากใช้อาวุธสงคราม เทออยากใช้วิธีการฑูต เป็นคนเดียวมั้งที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มของอวตารได้โดยที่ไม่มีใครรังเกียจ แต่ที่เป็นข้อเสียของเรื่องนี้ในบทของเกรซนั้น น่าจะเป็นตรงที่ไม่มีการเท้าความของเกรซเลยว่าเข้าไปได้ยังไง เพราะขนาดพระเอกเข้าไปตอนแรก โดนลากอย่างกับนักโทษ เพราะฉะนั้นย่อมหมายความว่า ต่อให้เป็นตัวสีฟ้าเหมือนกัน แต่ในเมื่อเป็นคนต่างด้าวก็ใช่ว่าจะอยู่ที่นี่ได้เสมอไป ก็น่าจะมีที่มาที่ไปให้พอเข้าใจบ้าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตามที ที่น่าเสียดายสำหรับเกรซอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเกรซตาย เสียดายจังเลย เรื่องนี้ตัวละครดีๆต้องมาตายเยอะมาก แต่เกรซคงตายตาหลับ เพราะว่าเกรซมาจบชีวิตลงพร้อมๆกับร่างอวตารของตัวเองใต้สถานที่ที่เกรซต้องการเข้ามามากที่สุด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวนาวี

ตัวเด่นๆมันก็มีเท่านี้แหละ อ้อ จะมีนายทหารบ้าบออยู่คนนึง คาดว่าเป็นโรคจิตอยู่สักหน่อย ที่เขาว่ากันว่าคนชั่วตายยากไม่น่าจะผิด เพราะว่าไอ้แก่นี่ตายยากจริงๆ มันต้องการทำลายล้างอย่างเดียวจนน่ารำคาญ คือคนที่เห็นความทุกข์และการตายของคนอื่นเป็นเรื่องสนุกนี่ก็เรียกว่าเลวไม่มีที่ติจริงๆอะ ด้วยความที่แกอาจเคยโดนทำร้ายจากพวกอวตาร เป็นเหตุให้หัวแกมีรอยแผลเป็นมหึมาประดับอยู่ เลยทำให้แกอยากเอาคืนเป็นอย่างมากถึงได้ทิ้งระเบิดราบคาบซะอย่างนั้น ประสาทมากทีเดียว แล้วอีกอย่าง เราคิดว่าไอ้แก่นี่มันจะเอาอะไรกันนักกันหนา คือตัวเองแค่มาทำภาระกิจให้เสร็จ เขาบัญชาการให้มาถล่มเผ่าก็ถล่มไป อันนี้เข้าใจว่าแกทำตามหน้าที่ แต่ภาระกิจไม่ได้ให้มาไล่ฆ่าพระเอกนะเว้ย คือพระเอกทรยศต่อหน่วยทหารมาเข้ากับกลุ่มชาวนาวี อันนี้เข้าใจว่าน่าโมโหจริงๆ แต่ไม่ใช่เล่นมาตามจองล้างจองผลาญจนดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป คือดูเหมือนไม่ใช่แค่เรื่องทรยศแล้ว ทำอย่างกับว่าพระเอกไปตัดแขนตัดขามันงั้นอะ คือเลวมากจริงๆ

ที่ชอบอีกตัวคือแม่นางเอก ดูมีสติสุดแล้ว เหอๆๆๆ ชอบตอนนึงที่ในขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เทอกลับเดินออกมาจากกองเพลิงและควันระเบิด เพื่อมาตัดเชือกให้พระเอกและเกรซ น้ำตาอาบแก้มและบอกพระเอกว่า หากเจ้าเป็นคนที่พระมารดาเอวาส่งมาจริง ก็ได้โปรดช่วยเหลือเราด้วย อะไรประมาณนี้แหละ จำประโยคไม่ได้ คือแม่คุณเทอเป็นคนเดียวที่เข้าใจในเจตนาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองเคารพบูชา แต่เชื่อแบบมีสตินะ ไม่ใช่งมงาย และเชื่อในตัวของพระเอกด้วยว่ามาดี ไม่ได้คิดร้ายจริงๆ ตอนเดินน้ำตาอาบมาช่วยพระเอกและขอร้องพระเอก เราว่าเป็นอะไรที่เท่มากอะ บอกไม่ถูกแฮะ

พ่อพระเอกกับว่าที่ลูกเขย(ว่าที่หัวหน้าเผ่าคนต่อไป) สองคนนี้ช่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมาจบชีวิตลงระหว่างสู้รบเพื่อเผ่าของตัวเอง ไม่น่าเลยจริงๆ เพื่อนของพระเอกที่เป็นนักบิน ก็ตายเหมือนกัน น่าเสียดาย เพราะถ้าไม่มีเทอคนนี้ พระเอกไม่มีทางได้ออกมาช่วยชาวนาวีแน่นอน และเทอไม่ได้ช่วยแต่พระเอก เทอเป็นคนที่ช่วยชีวิตอวตารทุกคนด้วย คุณค่าของเทอมากมายเสียจนไม่น่าจะต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้เลย

อีกอย่างที่แลดูแล้วหงุดหงิดนิดหน่อย พระเอกเป็นคนที่สู้รบโดยไม่มีการวางแผนเลยอะ...

(เด๋วมาต่อ ง่วงแล้วอะ)

"ย่อง" หนีโอที

เกิดปรากฏการณ์หนีโอที ณ บริษัทแห่งหนึ่ง ในย่านพหลโยธิน หนึ่งในออฟฟิศที่ตั้งสำนักงานอยู่ภายในตึกช้างชื่อดัง

ผ่าง...!! น่าจะเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ประจานกันไปเรย ...สืบเนื่องจากว่า หัวหน้าสั่งให้ทำโอที โดยเขาใช้คำพูดว่า "เปิดโอทีแล้วนะครับวันนี้" บลาๆๆๆๆ มากมายตามมา จากนั้นไม่นานเราก็ต้องนั่งทนทุกข์นั่งทำงานเรื่อยมา ไม่ได้กลับบ้านเร็วอย่างที่เคย รุ่นเราที่เข้ามาคงปวดใจเป็นอย่างมาก เพราะเราทำงานปกติได้แค่ 12 วันเท่านั้น แล้ว 12 วันที่ผ่านมานี่ก็ไม่ได้กลับเร็วเลยนะ ออกทุ่มนึงตลอด เชอะ เลยตั้งปณิธานไว้ว่า วันใดที่ฉันเข้าตำแหน่งเต็มตัวเมื่อไร ฉันจะปฏิวัติเวลาของ(ตำแหน่ง)ตัวเองทันที แต่ยังไม่ทันได้ปฏิวัติเรย ก็โดน "เปิดโอที" ซะก่อน เฮ้ออออ!!!

ทีนี้เกิดเหตุบางอย่าง ทำให้งานของทุกคนร่อยหรอกระทันหัน เมื่อเป็นอย่างนั้น ไอ้เราก็เลยพาลงานน้อยไปด้วย เพราะไม่รู้จะตรวจงานใคร? พอเราไม่มีงาน เวลาโอทีที่คุณหัวหน้าเขาเปิดก็เลยพลอยว่างไปด้วย พอว่างแล้วจะทำอะไรอะ มันเลยเป็นประเด็นจุดประกายกันขึ้นมาว่า ในเมื่อไม่มีงานแล้วกรูจะอยู่โอทีทำไมวะ!?!?!? แล้วไม่ได้คุยกันด้วยนะ ต่างคนต่างคิด แต่ดันคิดเหมือนกัน!!

เริ่มแอบดอดกันไป ผลัดๆกันไปโดยมิได้นัดหมาย คราวก่อนนะ กลับกันใหญ่ๆ เดินออกจนเกือบหมดห้อง เราก็ เอ๊า ทำไมกลับได้อะ แล้วทำไมกรูกลับไม่ได้อะ อะไรวะ มีงี้ด้วย คุณแกก็เดินมา ฉีกยิ้มน้อยๆพองามเป็นมิสทิฟฟานี่ขั้นเล็ก แล้วบอกว่า "หงส์กลับไม่ได้นะครับ" อีเห็ดเปื่อย!! กลับไม่ได้อะไรเนี่ย แล้วทำไมกรูต้องอยู่ด้วยฟระ ในเมื่อคนทำงานให้กรูกลับกันเกือบหมดแล้วอ้ะ!! อีบ้า มันก็เกิดความโมโหว่าเรื่องอะไรกรูต้องอยู่ฟระ ทีนี้เต้นรอบห้องหาผู้พิทักษ์ เพราะไปคนเดียวแล้วเกิดเจอคุณระหว่างทางกูตายแน่ เลยได้พี่ๆให้ความช่วยเหลือด้วยความสงสาร(ปนสมเพช) ช่วยชีวิตออกมาจากขุมนรกนั้นได้หนึ่งวันถ้วน

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ผลุบๆโผล่ๆกันตลอด คนไหนหนีได้ก็หนี (อันที่จริงไม่อยากใช้คำว่าหนีเลยแฮะ) มาวันนี้ตอนเช้าระดมสมอง ขอให้คนที่จะออกส่งซิกโดยการถีบเก้าอี้ไอ้หงส์ด้วย และขอความกรุณาให้ถีบเก้าอี้สองรอบถ้วน เพราะว่าถีบทีเดียวใช่ว่าจะไปได้ทันที เพราะต้องปิดเครื่องก่อน เพราะฉะนั้น ถีบรอบแรกคือเตือนว่าเตรียมเผ่น ถีบที่สองคือโกยโลด

ตอนเย็นเคลียร์งานเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ส่งเมลให้ลูกค้า ไฟล์เจือกใหญ่ ไปไม่ได้ทันที รอโคตรนาน ระหว่างนั้นหัวหน้าเดินออกมาเหมือนจะรู้ว่าไอ้พวกนี้มันจะก่อม็อบ เลยรีบชิ่งออกมาก่อน (ตอนเขาเดินออกมา ไอ้เราก็นั่งก่นด่าสาปแช่งไฟล์ว่า แมร่ง ทำไมต้องเป็นไฟล์ใหญ่ด้วยฟระ ขวางทางกลับบ้านชะมัด) เขาเดินออกมาถามคนๆนึง (คนที่เขาคิดว่าจะไม่โดนทีน หากพูดอะไรออกไป) "อย่าเพิ่งกลับนะครับ ถ้าว่างก็หาอะไรทำไปก่อน" ...ถ้าว่าง...ถ้าว่าง!!! บ้าหรือเปล่า!! ถ้าว่าง... แล้วถ้ารู้ว่ากรูว่าง ทำไมไม่ปล่อยกรูกลับบ้านฟระ!!!! กริ้วในหฤทัยมาก ยิ่งร้อนรนเร่งไฟล์งานทางสายตาว่ากรุณา Attach เร็วๆหน่อยได้ไหม

และทันทีที่หัวหน้าเดินกลับเข้าพาร์ทิชั่นของแกไปอีกครั้ง ช่วงนี้แหละ! ระยะปลอดภัย... จากนั้น เสือตัวแรกคว้ากระเป๋าตัวเองอย่างเบามือที่สุด พร้อมก้าวเบาๆ ดึ้บๆออกจากห้องไป เอ๊า ชักช้าอยู่ใย ไอ้หงส์ก็ตามดิ! กระซิบกระซาบบอกลาพี่ข้างๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าตัวเองแล้วย่องตามไปติดๆ รองเท้ามันเสียงดังเลยต้องเขย่งเดินออกไป ทรมานมาก แต่ยอมตะคริวกิน กดประตูเสดปุ๊บ เผ่นออกไป จากนั้นเราใจดี ยืนดึงประตูไว้ให้ เผื่อกดติดกันเยอะแล้วเดี๋ยวคุณเขาจะสงสัย แต่คนที่ตามมาดันไม่เห็นว่าเราเปิดให้อยู่ กดปุ่มเปิดประตูซ้ำ (ฮ่วย! แง้มประตูไว้ไม่เป็นประโยชน์เรยกรู) คนที่ออกมาคนแรกกดลิฟท์ มาลิฟท์ดังปุ๊บ สามชีวิตแทบพุ่งไปที่ลิฟท์ อยากจะงัดให้มันเปิดออกเร็วๆก่อนจะถลาเข้าไปจนคนข้างในตกใจ เพราะนิ้วกดปิดรัวๆๆๆๆๆๆเหมือนหนีตาย พอลิฟท์ปิดแล้ว ถอนหายใจกันอย่างโล่งอก แล้วคุยกันว่า "เหมือนกรูทำอะไรผิดเลยว่ะ"

ขณะที่ยิงนิ้วกันอยู่นั้น อีกหนึ่งชีวิตก็ตามกันขึ้นมาได้สำเร็จ ดีใจด้วยจริงๆ บราโว่!! แต่พอถามถึงอีกสองชีวิต อ้าว ตกลงมันอยู่ต่อหรือมันกลับวะ ไม่ได้ถาม มันหายไปตอนไหนยังไม่รู้เลย แล้วที่หายไปนี่กลับบ้านหรือไปกินข้าวแล้วกับมาทำโอทีต่อกันแน่... คุยกันต่อว่าพรุ่งนี้อาจโดนเรียกประชุม แต่หากคุณหัวหน้าคิดให้ดีแล้วไม่ควรจะเรียกนะคะ เพราะว่ามีคนรอฉะแกมากมายทีเดียว แล้วแกเป็นอะไรไม่รู้ เก่งแต่กับ เด็ก สตรี และคนชรา โว้!! ฝ่ายอาร์ตนี่กลัวกันจังอ้ะ!!! เมื่อมาคิดถึงว่าแกไม่กล้ากับพวกผู้ชาย อ้าว!!?? ความซวยตกอยู่ที่กรู ...ถ้าแกเกิดเรียกกรูไปด่าคนเดียวล่ะ ไม่มีฝ่ายอาร์ตแล้วใครจะข่มแก เมื่อไม่มีคนข่มแกก็ฉะฉันสบาย แต่ต่อให้ฉันฉะกะเขามันก็ล่อแหลม แต่ว่านะ มองอีกแง่นึง "กรูจะไม่พ้นโปร เพียงเพราะแค่กรูไม่ทำโอทีหรือนี่ โอ้ ช่างน่าอับอาย เหตุผลเห่ยชะมัด"

ถึงบ้านทุ่มครึ่ง ดีใจกันแทบทั้งซอยบ้านทีเดียว ดีใจมากๆๆๆ รู้สึกมีเวลาทำอะไรเยอะกระทันหัน อยากให้เป็นแบบนี้ทุกวันจัง แค่เกือบทุกวันก็ได้ มีความสุขมากมายทีเดียว ได้กินอย่างเต็มที่ ได้ดูทีวี ได้คุย ได้เล่นเน็ต ชีวิตมีอะไรนอกจากทำงาน(และทำโอที) วงจรชีวิตไม่อุบาทว์แล้ว ก็อยากให้เป็นอย่างนี้เรื่อยไปอะนะ ภาวนาให้แก "ปิดโอที" เสียทีเถิด สาธุ!

กระบวนการ "ย่อง" หนีโอทีจึงเป็นไปด้วยประการละฉะนี้ ...ว่าแต่...อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ควรต้องหนีเลยนะเนี่ย แมร่ง!?!?!? 

เป็นลม เป็นร่วง BTSทองหล่อ

เมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมา หน้ามืดบนรถไฟฟ้า ทรมานมากเลย รถไฟมันก็เขย่าซ้ายขวา ยิ่งมึนเข้าไปใหญ่ ไอ้เราก็พยายามหลับตา ไม่ไหว แย่กว่าเก่า เพราะว่ามันยิ่งมึนหนักเข้าไปใหญ่ ปวดหัวมาก ตอนนั้นสีหน้าคงแย่มาก ขมวดคิ้วแน่นมากจนรู้สึกได้ หลับตาไม่ได้ ลืมตาไม่ได้ ไอ้เราก็พยายามมองไปทางอื่นเพื่อให้มันตาไม่ลาย หาอะไรนิ่งๆมอง ทีนี้มองพื้น พื้นก็แกว่ง...มึน! มองผู้คนที่ยืนนิ่งๆ อีคนตรงหน้ามันก็หาวเอาๆ โอย ไอ้เราหาว น้ำตาไหล ปวดหัว ชวนอ้วก ไม่ไหว อีนี้ก็หาวไม่หยุด จะฆ่ากันหรือไงฟระ??

มันเริ่มทนไม่ไหวตั้งแต่สถานีนานา แต่แบบว่าก็คิดว่าคงแค่นิดหน่อย จนมาถึงพร้อมพงษ์นี่แหละ รู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ต้องลงแล้วล่ะ เหงื่อท่วมตัวเลย สุดท้ายเลยยอมตัดสินใจลงที่สถานีทองหล่อ เพราะทนไปถึงอ่อนนุชไม่ไหวอะ ตายก่อนแน่ จะร่วงแล้วด้วย (สืบเนื่องจาก คนเยอะมากเวลานั้น ทำให้หาที่นั่งไม่ได้ จำต้องทนไปน่ะ)

เมื่อลงถึงทองหล่อ เดินโซซัดโซเซไปที่เก้าอี้ที่อยู่ไกลโคตรรรรรรรรรรรรรรร จะไปตั้งไกลๆทำไมไม่รู้ คิดว่ารถไฟฟ้าแต่ละขบวนมาเร็วมากจนไม่ต้องยืนรอกันเลยหรือไงก็ไม่รู้ นั่งแหมะแล้วแบบ โอย เกิบตายแน่ะกรู แม้จะมีลมเย็นๆโกรกมาบ้าง แต่ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะมันมาวูบเดียวแล้วหายยาว นั่งหอบหายใจเหมือนคนหายใจไม่ทันอะ ใจเต้นเร็วมาก เหงื่อท่วมตัวมาก

ตอนแรกนึกว่าแป๊บเดียวก็หาย คิดว่าอีกสักพักคงดีขึ้น แต่ว่านะ ตอนลงมาประมาณ 5 โมง นั่งจนฟ้ามันมืดอะคิดดู ยังไม่หายเลย โทรไปหาก๊อว่าอยู่ไหน เห็นว่าทำงานอยู่ที่มหาลัย ยังไม่เสร็จเลยไม่อยากกวน เพราะมันก็ไกลเหมือนกันนะกว่าจะมาถึงนี่ได้ เกรงใจ เลยไม่เอา กะว่าเด๋วกลับเองก็ได้เมื่อหายก่อน แต่นั่งๆไปมันไม่หายว่ะ อยากทิ้งตัวลงนอนมาก แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ใจมันบอกตัวเองว่าไม่ได้ๆ จะล้มตรงนี้ไม่ได้ เพราะไม่งั้นจะลุกไม่ไหวเลย คนช่วยก็ไม่มี ข้าวของก็ยังอยู่รอบตัว ถ้าล้มคงสลบไปเลยอะ กลัวจะเป็นแบบนั้นไง สุดท้ายเลยยอมโทรกลับไปหาก๊ออีกครั้ง เพราะคำนวณแล้วก๊อน่าจะช่วยได้มากสุด รบกวนให้มารับกลับบ้านทีได้ไหม มันไม่ไหวแล้วจริงๆอะ นั่งอยู่ตั้งนานสองนานยังไม่ดีขึ้นเลยสักนิด ก๊อก็โอเคๆ จะมา (ที่โทรไปเที่ยวแรกไม่ได้บอกไงว่าหน้ามืดเป็นลม)

รออยู่ประมาณ 20 นาทีเองมั้ง เฮ้ย มาแล้วอะ เร็วมาก ขนาดเจ้าตัวเองยังบอกเลยว่าเร็วมากเลย พอมาถึงนั่งอยู่สักพักแกก็ถามว่ากลับไหวไหม เดินไหวไหม ตอนแรกไม่ค่อยหรอก แต่อาจด้วยความสบายใจมั้ง และความที่มีไม่ต้องกลัวแล้วไงว่าจะกลัวร่วงโดยไม่มีคนช่วย ก็เลยทำให้ฮึดหน่อย จะได้กลับบ้านและ เลยพยายามลุก แต่พอขึ้นรถเท่านั้นแหละ จะไม่ให้มันเขย่าก็คงทำไม่ได้ใช่แมะ ตายกันไปอีกรอบ มึนหนักเหมือนเดิม (อุตส่าห์ดีขึ้นมาหน่อยนึง)

ถึงบ้าน นั่งอยู่กะมี้ได้แป๊บเดียว ก็ทนไม่ไหว ขอนอนก่อนเถอะ อาจจะไม่ถึงกะหลับ แต่ ณ เวลานี้ไม่สามารถพยุงตัวได้อีกแล้วอะ คือรู้ตัวว่าตอนนี้อะ จะนั่งก็ไม่ได้ จะนอนก็ไม่ได้ มันเป็นช่วงที่ทรมานมาก และไม่ชอบที่สุดด้วย แต่เมื่อมันทรงตัวไม่ไหวก็ขอนอนมึนหัวแทนแล้วกัน พอหัวถึงหมอนก็แทบจะเอาตีนมาก่ายหัว หัวมันหมุนรอบเลยอะ มันยิ่งกว่าบ้านหมุน กินยาแล้วด้วย ไม่สามารถช่วยได้ ไม่ดีขึ้น จนกระทั่ง 4 ทุ่ม ยอมขึ้นมากินข้าว แต่กินไปได้แค่นิดหน่อยก็ไม่เอาและ กินเพื่อไม่ให้หิวเท่านั้นเอง ไม่ให้ท้องว่างเกินไป จากนั้นก็ไปอาบน้ำสระผม (เจือกสระผมอีกนะ) คิดว่าตัวเองดีขึ้นหน่อยน่ะ

ตอนแรกแม่บอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงาน ถ้าไปกรูจะตี ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ แต่ที่ใจไม่อยากไปเพราะว่า ไม่อยากให้เขาคิดว่าเราทำเนียนหยุดต่ออีกวัน แต่ก็รับปากแม่ไปว่าถ้าไม่ไหวจริงๆก็หยุด แต่พอตื่นเช้ามา มันไม่ร้ายแรงมาก ก็ไปเหอะวะ ซื้อยาหม่องตราถ้วยทองไปนวดขมับด้วย ฮ่าๆๆๆๆๆ ก็แบบว่า ปวดตุ้บๆตรงไหนก็นวดมันตรงนั้น ปรากฏว่านวดไปหลายจุดทีเดียว ผมเผิมก็เน่ากันไปเพราะยาหม่อง

 

ประสบการณ์แบบนี้ไม่อยากได้เลย ที่เป็นนี่ถ้าคนรู้จักกันมานานจะเข้าใจ เพราะเป็นบ่อยมาก จะไปตรวจสุขภาพก็ไม่ได้ไปสักที มันเป็นอะไรที่รักษาไม่หายว่ะ แต่ก่อนเห็นอาม่าเป็นก็ไม่คิดว่าเราจะเป็นเหมือนกัน เพราะเห็นอาม่าทรมานมากอะนะ แล้วโตขึ้นมาดันเหมือนกัน เป็นลมบ่อยมากเลย หน้ามืดตาลาย ไม่คล้ายจะเป็นลมนะเพราะเป็นลมเลย

อย่างมีบางครั้ง ตอนกลางคืน ห้องแอร์เย็นๆนี่แหละ ประมาณตีสี่ อยู่ๆก็ร้อน เหงื่องี้ท่วมตัวไปหมด ทั้งๆที่ไม่ได้อากาศร้อนเลยนะ อยู่ในห้องแอร์ธรรมดาเนี่ย ยังเหงื่อแตกท่วมตัวได้เลยอะ แม่บอกว่าหน้าจะขาวซีดเลย ตัวเย็นเฉียบ เหงื่อแตกไม่หยุด ส่วนตัวเราจะรู้สึกได้ว่ามันร้อนมาก ร้อนสุดๆ หัวก็หมุน วิงเวียนไปหมด มันเป็นอะไรที่ไม่ชอบเลย แล้วมันจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้ มันไม่มีสาเหตุ

เคยหาหมอ หมอแกว่าว่าเป็น "โรคน้ำในหูไม่นิ่ง" หรือไม่เท่ากันอะไรนี่แหละ มันจะทำให้วิงเวียนง่าย ชวนให้อ้วกๆหน่อยน่ะ ไม่อยากเป็นเลย แต่ดูท่าว่ายังไงก็ไม่หาย มันหายลำบาก อาศัยยาอย่างเดียว เบื่อมากเลย แล้วมันแบบว่าดันเป็นได้ทุกที่ทุกเวลา คือสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดโดยไม่มีสาเหตุ เซ็งมากมาย ไม่อยากเป็น...


hongszuza