counter 11,675

เรียนจบแล้ว!!

ในที่สุด...ในที่สุด

ในที่สุดก็จบเสียที โฮๆๆๆๆๆ



เป็นเพราะว่ามันสุดท้ายของสุดท้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้
เลยทำให้ฮึด

((อันที่จริงก็ฮึดมาหลายทีและนะ))


จบสิ้นกันที นิติศาสตร์

จบสิ้นกันที ม.กรุงเทพ

เหนื่อยกับแกมามากจนตอนนี้ไม่อยากทำอะไรกินเลย


เพื่อนๆก็ไปเรียนต่อกันหมดเลย
ดีจังเลยนะที่ใจรักกัน

เราเองก็ใจรักกับนิติศาสตร์
แต่ว่าดูท่าว่าจะไปไม่รอด
ไม่มีปัญญาน่ะ ว่าง่ายๆ 5555+


หางานทำดีกั่ว อยากเก็บเงินแล้ว

((ไม่ใช่หรอก ตอนนี้โดนหักเงิน))
((น่าสงสารไหม))



ตอนแรกก็ทำใจอยู่มากเลยทีเดียวว่ามันอาจจะไม่จบ
เพราะว่ารอมาหลายเทอมและ

คดีเมืองมันก็ไม่ยอมผ่านสักที

มาคราวนี้เลยจิตตก คิดอยู่ว่าจะผ่านไหม
สุดท้ายก็ผ่าน 5555+ เกรดสวยซะด้วย

ตอนเห็นเกรด ร้องไห้เลย
ดีใจมากโข
ดีใจที่มันผ่าน และดีใจที่เกรดงามขนาดนี้

แต่ร่างนิติกรรม1นี่ดิ
แมร่ง ปีนี้อาจารย์ตรวจเคี่ยวมาก
ไม่งั้นเฉลี่ยอาจจะสวยกว่านี้ อิอิ


แต่ที่แค้นสุดๆคงเป็นระงับข้อพิพาท

ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะ
อาจารย์ทั้ง 3 คน ฉันจะไม่ถือว่าเป็นอาจารย์ฉัน

อันที่จริงตั้งแต่ 2-3 ครั้งแรกที่เจอ
ก็พยายามจะเคารพนะ แต่เคารพไม่ลงจริงๆ

ยิ่งมาเจอตอนรอเกรดออกนะ
ยิ่งหมายหัวเลย

แม่ง ข้อสอบไม่รู้จักตรวจๆให้มันเสร็จ
เจือกไปเมืองนอก ไปตั้งชาติกว่ายังไม่กลับมาเลย

สุดท้ายก็ต้องให้คนอื่นตรวจ
เป็นบุคคลที่มีสมองแต่ไร้ความรับผิดชอบโคตรๆ

มีกันตั้งสามหัว แต่ไม่มีปัญญาจัดการหน้าที่ตัวเอง
มีประสิทธิภาพหรือเปล่าเนี่ย
หรือต้องให้เอาเงินฟาดหัว

เป็นคนตำแหน่งสูง เลยคิดว่าตัวเองสูงส่งหรือไงกัน

ไม่รู้หรอกหรือว่านักศึกษาตั้งหลายคน
เอาชีวิตแขวนไว้อยู่บนความทุเรศของตัวเอง

ถ้านักศึกษาจบกันไม่ทันก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเองใช่มะ
ทุเรศมาก ไม่เคยด่าคนที่ได้ชื่อว่าอาจารย์ขนาดนี้เลยนะ

สอนไม่ได้ก็อย่ามาสอนดิ
ทำอะไรก็ทำไป อย่ามาเป็นครูเลย

สงสารรุ่นน้อง!!


แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก

ช่างมันดีกว่า
กลับมาโหมดอารมณ์ดีดีกว่า

ช่าง 3 หัวนั้น ไม่ได้เรื่อง!!



^__________________^

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆขาาาาา


ไอ้คุณหงส์ -

ซ้อมรับปริญญาวันที่ 25 มกราคม 2551
ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท

เข้าพิธีประสาทปริญญาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

- นะเจ้าคะ


ตอนนี้โทรบอกหลายคนแล้ว
และจะพยายามโทรบอกเพื่อนๆอีกหลายคน

ว่างๆก็มาหน่อยเน่อ มาถ่ายรูปกัน หุหุ


ขอบคุณทุกสิ่งอย่าง ขอบคุณทุกคน
ที่มีส่วนร่วมในการประสบความสำเร็จในครั้งนี้

โดยเฉพาะครอบครัวเล็กๆแต่ขนาดคับถังทั้งครอบครัว
((รวมญาติโกโหติกาด้วย))
ที่มีส่วนช่วยในหลายๆด้านกับการศึกษาครั้งนี้ ตลอด 4 ปีครึ่งที่ผ่านมา

ขอบคุณมากฮ้าบบบบบ




















生田 斗真 : 伊野尾 慧 : 中丸 雄一

เรียนจบแล้ว!!

ในที่สุด...ในที่สุด

ในที่สุดก็จบเสียที โฮๆๆๆๆๆ



เป็นเพราะว่ามันสุดท้ายของสุดท้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้
เลยทำให้ฮึด

((อันที่จริงก็ฮึดมาหลายทีและนะ))


จบสิ้นกันที นิติศาสตร์

จบสิ้นกันที ม.กรุงเทพ

เหนื่อยกับแกมามากจนตอนนี้ไม่อยากทำอะไรกินเลย


เพื่อนๆก็ไปเรียนต่อกันหมดเลย
ดีจังเลยนะที่ใจรักกัน

เราเองก็ใจรักกับนิติศาสตร์
แต่ว่าดูท่าว่าจะไปไม่รอด
ไม่มีปัญญาน่ะ ว่าง่ายๆ 5555+


หางานทำดีกั่ว อยากเก็บเงินแล้ว

((ไม่ใช่หรอก ตอนนี้โดนหักเงิน))
((น่าสงสารไหม))



ตอนแรกก็ทำใจอยู่มากเลยทีเดียวว่ามันอาจจะไม่จบ
เพราะว่ารอมาหลายเทอมและ

คดีเมืองมันก็ไม่ยอมผ่านสักที

มาคราวนี้เลยจิตตก คิดอยู่ว่าจะผ่านไหม
สุดท้ายก็ผ่าน 5555+ เกรดสวยซะด้วย

ตอนเห็นเกรด ร้องไห้เลย
ดีใจมากโข
ดีใจที่มันผ่าน และดีใจที่เกรดงามขนาดนี้

แต่ร่างนิติกรรม1นี่ดิ
แมร่ง ปีนี้อาจารย์ตรวจเคี่ยวมาก
ไม่งั้นเฉลี่ยอาจจะสวยกว่านี้ อิอิ


แต่ที่แค้นสุดๆคงเป็นระงับข้อพิพาท

ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะ
อาจารย์ทั้ง 3 คน ฉันจะไม่ถือว่าเป็นอาจารย์ฉัน

อันที่จริงตั้งแต่ 2-3 ครั้งแรกที่เจอ
ก็พยายามจะเคารพนะ แต่เคารพไม่ลงจริงๆ

ยิ่งมาเจอตอนรอเกรดออกนะ
ยิ่งหมายหัวเลย

แม่ง ข้อสอบไม่รู้จักตรวจๆให้มันเสร็จ
เจือกไปเมืองนอก ไปตั้งชาติกว่ายังไม่กลับมาเลย

สุดท้ายก็ต้องให้คนอื่นตรวจ
เป็นบุคคลที่มีสมองแต่ไร้ความรับผิดชอบโคตรๆ

มีกันตั้งสามหัว แต่ไม่มีปัญญาจัดการหน้าที่ตัวเอง
มีประสิทธิภาพหรือเปล่าเนี่ย
หรือต้องให้เอาเงินฟาดหัว

เป็นคนตำแหน่งสูง เลยคิดว่าตัวเองสูงส่งหรือไงกัน

ไม่รู้หรอกหรือว่านักศึกษาตั้งหลายคน
เอาชีวิตแขวนไว้อยู่บนความทุเรศของตัวเอง

ถ้านักศึกษาจบกันไม่ทันก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเองใช่มะ
ทุเรศมาก ไม่เคยด่าคนที่ได้ชื่อว่าอาจารย์ขนาดนี้เลยนะ

สอนไม่ได้ก็อย่ามาสอนดิ
ทำอะไรก็ทำไป อย่ามาเป็นครูเลย

สงสารรุ่นน้อง!!


แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก

ช่างมันดีกว่า
กลับมาโหมดอารมณ์ดีดีกว่า

ช่าง 3 หัวนั้น ไม่ได้เรื่อง!!



^__________________^

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆขาาาาา


ไอ้คุณหงส์ -

ซ้อมรับปริญญาวันที่ 25 มกราคม 2551
ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท

เข้าพิธีประสาทปริญญาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551
ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

- นะเจ้าคะ


ตอนนี้โทรบอกหลายคนแล้ว
และจะพยายามโทรบอกเพื่อนๆอีกหลายคน

ว่างๆก็มาหน่อยเน่อ มาถ่ายรูปกัน หุหุ


ขอบคุณทุกสิ่งอย่าง ขอบคุณทุกคน
ที่มีส่วนร่วมในการประสบความสำเร็จในครั้งนี้

โดยเฉพาะครอบครัวเล็กๆแต่ขนาดคับถังทั้งครอบครัว
((รวมญาติโกโหติกาด้วย))
ที่มีส่วนช่วยในหลายๆด้านกับการศึกษาครั้งนี้ ตลอด 4 ปีครึ่งที่ผ่านมา

ขอบคุณมากฮ้าบบบบบ




















生田 斗真 : 伊野尾 慧 : 中丸 雄一

Korea เก็บตก

สภาพอากาศ((ตอนช่วงที่ไป))

ช่วงที่เดินทางไปถึงเนี่ย เป็นฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจากข้อมูลที่ศึกษามา ฤดูนี้เป็นฤดูที่น่าเที่ยวที่สุด ((เขาว่ากันอย่างนั้นน่ะนะ)) แต่คาดว่าถ้าอยากไปดูใบไม้เปลี่ยนสีจริงๆ ไปตอนเดือนพฤศจิกายนดีกว่า เพราะว่าขนาดตอนเราไปปลายเดือนตุลา ซึ่งจะพฤศจิกาอยู่รอมร่อ ใบไม้ยังไม่เปลี่ยนสีเลย เอาเป็นว่า 40 ต้น แดงต้นเดียว ประมาณนั้น แต่เห็นพี่ๆคนอื่นๆบอกว่า ถ้าไปต่างจังหวัดในช่วงปลายตุลาแบบนี้ ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีแล้วเป็นส่วนมาก สวยงามมากมายทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ไป เพราะว่าที่พักที่จองไว้ของเราจำกัดแค่ในโซล ((จองยาวน่ะ))



การผ่านตม.ที่กลัวกันหนักหนา

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายๆคนสยองตั้งแต่ยังไม่ได้ไปเหยียบบ้านเขากันเลยทีเดียว กิตติศัพท์ตม.ที่นู่นก็เอาเรื่องเหมือนกัน เพราะเขาก็เคร่งจริงๆ แต่จากที่ดูแล้ว ไม่เฉพาะคนไทยนะที่เขาจะเคร่ง ชาติอื่นก็ดูเขาเคร่งเหมือนกัน เพียงแต่คนประเทศเราเขาแสกนง่ายกว่า มองปุ๊บเรียกปั๊บตั้งแต่ยังไม่เจอตม.ก็มี จุดหลักๆที่เราจะผ่านนั้นหากฎเกณฑ์ตายตัวไม่ได้ และใครก็ช่วยไม่ได้นอกจากตัวเราเอง

หากคุณมีความต้องการเข้าประเทศเขาเพื่อจะไปท่องเที่ยวจริง ((ย้ำว่าท่องเที่ยวจริงนะคะ)) ไม่ต้องกังวลให้มากค่ะ เสียสุขภาพจิต แต่งตัวดูดีหน่อย ไม่ใช่ล่อแตะ ขาสั้น สายเดี่ยว บลาๆๆ บวกกับความมั่นใจและบริสุทธิ์ใจ แค่นี้ก็คิดว่าไม่มีเรื่องอะไรต้องห่วง เพราะถ้าคุณเอาแต่พะว้าพะวง พอไปถึงตม.ก็ลุกลี้ลุกลน ซึ่งแม้คุณจะมาเที่ยวจริงๆก็ตาม ก็สามารถทำให้เขาเพ่งเล็งได้ อ้อ แล้วอีกอย่าง เตรียมเอกสารไปให้ครบ ทั้งที่พัก ใบรับรองการทำงานหรือรับรองสถานภาพนักเรียนนักศึกษา กันไว้อีกทางหนึ่ง โดนเพื่อนขู่มาเยอะ สุดท้ายไปเจอกับตา ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ นอกจากว่าฟังภาษาอังกฤษเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่รู้จะรัวไปไหน ^^"



ที่อยู่-ที่พัก

ก่อนไป เราต้อง search หาที่พักและทำการส่งเมลจองห้องไว้ก่อนนะคะ เพราะว่าเอาไปเผื่อตม.ล่ะข้อนึง ((เผื่อเขาถามว่าพักที่ไหน ก็เอาปริ้นท์เมลติดตัวเอาไว้ด้วย แล้วก็ให้เขาดู)) ที่พักนี่ไม่น่าจะหายากค่ะ เพราะทีเกลื่อนกลาดเมือง อยู่ที่รูปลักษณ์ภายในและความสะดวกสบาย รวมถึงราคาด้วย ว่าจะถูกใจและเข้าตากรรมการสำหรับคุณมากแค่ไหน แล้วแต่คนชอบนะ แต่ที่ที่เราไปพักคือที่นัมซานเกสท์เฮ้าส์ ที่นี่เป็นที่ที่คนไทยชอบไปพักเชียวแหละ อาจเป็นเพราะเวปเค้ามีให้อ่านเป็นภาษาไทยด้วย ที่นี่โดยรวมแล้วก็ดีมากนะคะ ทั้งเจ้าของ แม่บ้าน ผู้จัดการ ความสะดวกสบายทุกอย่าง รถรับ-ส่งก็มี ของกินฟรีทุกอย่าง ถ้าหมดแล้วก็ขอจากแม่บ้านได้ด้วย ใจดีอย่างที่สุด แถมก็ใกล้ๆนัมซานทาวเวอร์ซะด้วย และช่างเป็นความบังเอิญที่ตอนช่วงที่ไปนั้น เจอแต่คนไทยหมดเลย 555+ ก็มีแค่วันสุดท้ายเท่านั้นแหละที่เจอคนญี่ปุ่นมาพัก โดยรวมๆเรื่องของที่พักนี่ ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ค่ะ

ข้อเสียอย่างเดียวที่นัมซานมีคือ ((เป็นข้อเสียโดยส่วนตัวอะนะ)) ด้วยความที่ไม่ใช่คนร่างกายแข็งแรง ทางเดินขึ้นเกสท์เฮ้าส์จากซับเวย์เมียงดงนี่อ่ะนะ ทำเอาทรมานมากโขอยู่ เพราะว่าอยู่บนเขาและบวกกับว่าทางมันชันมากด้วย ต้แงเดินต้านแรงโน้มถ่วงอย่างสุดๆ ทรมานมากเลย หนทางดูไม่เหมือนไกล((หากมันอยู่ที่เรียบ)) แต่นี่ชันแบบว่า ล้ากันไปเลยทีเดียว

การจองที่พักนั้นก็แจ้งชื่อ-นามสกุล ประเทศ หมายเลขพาสปอร์ต จองห้องแบบไหน((ถ้ามี)) กี่คืน อะไรประมาณนี้ แล้วหลังจากนั้นไม่ถึง 2 วันหรอกค่ะทางนู้นเขาก็จะส่งเมลตอบกลับมาว่าห้องเขาว่างหรือไม่ว่างสำหรับเรา แล้วต่อไปก็เป็นเรื่องของการตัดสินใจของเราเองว่าจะเลือกที่จะอยู่กับเขาไหม ส่วนเรื่องราคา ถามเขาทางเมลไปเลยก็ได้เพื่อความชัวร์ เรื่องราคานี่เขาจะคิดต่อคนนะคะ ราคาของแต่ละที่จะต่างกันไม่มาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง อาจจะเป็นเช่นว่าอยู่ในเมืองเลยแพงหรือเปล่า หรือว่าอยู่ไกลหน่อยก็เลยถูกกว่าแต่ถ้าไม่ลำบากมากก็อยู่ได้ หรือว่าเป็นห้องน้ำรวมราคาเลยไม่โหดมาก ประมาณนี้ แล้วแต่ที่ค่ะ เอาเป็นว่า เรื่องที่พักเป็นเรื่องที่ไม่ต้องคิดมากเลยจ้า



อาหารการกิน

ไปบ้านเมืองเขา แค่คิดถึงการกินก็มีความสุขมากโขแล้ว เพราะของกินที่นั่นอร่อยมากกกกกก ต่อให้เป็นรถเข็นก็อร่อย และยิ่งเป็นร้านที่ครอบครัวเปิดกันเอง ไม่ได้ทำหรูหรานั้น ยิ่งอร่อยและยิ่งสะอาดเป็นพิเศษเพราะเขาถือว่าเขาทำเองของบ้านเขา แต่ปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราก็คือ ร้านบ้านๆโดยส่วนใหญ่จะเขียนเมนูเป็นบันทัดๆและแปะกระดานไว้ข้างฝาเท่านั้น ไม่มีรูปประกอบเลย จิ้มเอาตามสะดวก แต่ไม่รับประกันว่าจะได้อะไรมา ต่อให้อ่านออกแต่ถ้าแปลไม่ออกก็จบกัน จิ้มสถานเดียว 555+ เพราะเป็นมาแล้ว แต่ขอรับรองว่าทุกอย่างที่กินตลอดทั้งทริป อร่อยทุกอย่างจริงๆ ((แต่มีมื้อนึงที่กินไม่ค่อยลง เหอะๆๆ))

อุปกรณ์+ภาชนะที่ใช้ เป็นเหล็ก+แสตนเลททั้งหมด ((ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร)) กลับมาซื้อตะเกียบเขากลับมาด้วยค่ะ เยอะเชียว หุหุ



การสื่อสารทางภาษา

ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าหากพูดเกาหลีไม่เป็นต้องเตรียมใจไว้พอสมควรค่ะ เพราะคนที่นู่น สักแค่ 10-15% ที่พูดอังกฤษได้ ((คาดการณ์จากประสบการณ์อ่ะนะคะ)) เขาไม่เข้าใจเรา เราก็ไม่เข้าใจเขา ที่เขาไม่เข้าใจเนี่ยคือหมายความว่าไม่เข้าใจเลยยยยนะคะ บางคน yes, no ,okay ก็ไม่เข้าใจ สื่อสารกันลำบากสุดๆ ไม่ก็ต้องเล่นภาษาใบ้กันไปเลยถ้าถึงคราวที่จำเป็นต้องคุยและไม่รู้เรื่องกันจริงๆ

ถ้าเป็นคนทำงาน แต่งตัวดูดีใส่สูท อันนี้ก็พอจะพูดอังกฤษได้บ้าง ส่วนพวกร้านค้าตามย่านแฟชั่นก็จะรู้ภาษาอังกฤษแค่ในเรื่องของจำนวนราคา มีอยู่ส่วนน้อยๆเท่านั้นค่ะที่พอจะสื่อสารในเรื่องของการค้าขายได้เลย ร้านอาหารที่ดูดีหน่อย ก็มีเมนูเป็นรูปหรือไม่ก็เป็นเมนูภาษาอังกฤษให้ก็ไม่ลำบากค่ะ แต่ร้านอาหารที่เป็นบ้านๆ อันนี้ก็ทำใจนะคะเพราะเขาพูดไม่ได้เลย สำหรับพนักงานในเคาท์เตอร์ของสถานีรถไฟ อันนี้พูดอังกฤษพอได้ค่ะ แต่อย่าใช้ศัพท์ไฮโซหรูหราเด็ดขาด เพราะเขารู้แค่ศัพท์พื้นๆเท่านั้น ถามนอกเหนือจากที่เขาบันทึกในสมอง เขาจะมองเราด้วยสายตาเหยียดหยามทันที ซึ่งอันนี้ไม่เข้าใจว่าตกลงใครพูดไม่รู้เรื่องกันแน่ เอาให้เวิร์คที่สุด ที่แบบว่าอังกฤษค่อนข้างดีทีเดียวและพูดอะไรก็เข้าใจ เราก็ฟังออกต้อง Tourist Information ค่ะ พูดชัดมาก 55+

แต่วิธีแก้สำหรับการสื่อสารที่แสนลำบากนั้นก็พอมีอยู่ค่ะ และก็ใช้มาแล้วซึ่งก็สนุกสนานกันพอสมควร คือว่าพก Dictionary Korea-Thai เอาไว้เลยค่ะ ดิคช่วยเราได้ทุกอย่าง จริงๆ จริงๆนะ แม้จะไม่ช่วยมากในเรื่องของรูปประโยค แต่แค่คำศัพท์ก็ช่วยได้และคนที่เราสื่อสารด้วยเข้าใจก็ดีมากแล้วจริงๆ และเราก็พกจริงๆนะคะ หนักหน่อยแต่เผื่อฉุกเฉิน มองในแง่ดีเราก็ได้โอกาสฝึกใช้ดิคเกาหลีด้วย((ในเรื่องของการเรียงและจำตัวอักษร)) ที่ได้ใช้เยอะที่สุดก็ตอนไปร้านอาหารนี่แหละค่ะ สำหรับคนกินเนื้อไม่ได้อย่างเรา ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องรู้ศัพท์ของเนื้อสัตว์เอาไว้ ช่วงวันแรกๆที่ไปกินร้านบูโกกิ ร้านนี้แบบว่าไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย เราก็ไม่เข้าใจด้วย ก็เลยเอาสมุดจดขึ้นมากางให้เขาดูเลย มีอยู่ 3 บันทัด คือ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เราก็จิ้มบันทัดที่เขียนคำว่าเนื้อหมู พอเขาเห็นก็พยักหน้าเข้าใจๆ แล้วก็ชูนิ้วบอกจำนวนเขาไปว่าจะเอาเท่าไร เรียบร้อยค่ะ อิ่มอร่อยสบายๆโดยที่ภาษาไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะต่างก็เข้าใจกัน เพราะฉะนั้น เรื่องภาษาถ้าไม่ได้ช่ำชองพูดคล่อง ไปท่องเที่ยวแบบนี้ก็พกดิคไว้จะเวิร์คมากจ้า



เงิน เงิน เงิน

การแลกเงินในเมืองไทยนะคะ ก็อย่างที่คุณๆสืบทราบกันมานั่นแลดีที่สุดแล้ว ที่ "ซุปเปอร์ริช" ค่ะ ที่นี่ให้เรทดีกว่าทีอื่นค่ะ อยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์ ในซอยติดห้างบิ๊กซี ที่ทำให้งงเนี่ยคือมันมีหลายร้านมากเลยค่ะ ((หลายสีด้วย)) ตอนแลกขาไปกับตอนขากลับเป็นคนละร้านกันค่ะ เนื่องจากว่าเข้าใจผิด ร้านซุปเปอร์ริชเนี่ยของแท้มีสาขาเดียว ((ร้านเขาบอกมาอย่างนี้อ่ะนะ)) เพิ่งมารู้เอาตอนเที่ยวที่มาแลกคืนเป็นเงินไทยนี่แหละว่าตอนแลกเงินวอนดันไปเข้าอีกร้านนึง ร้านจริงๆที่ร่ำลือเนี่ย อยู่ในๆหน่อยค่ะ ป้ายสีเขียวอื๋อ ส่วนทางข้อมูลของพี่วุฒิเคทเป็นสีน้ำเงิน ก็ไม่รู้ยังไงแน่ เอาเป็นว่าเช็คเรทเงินก่อนเข้าร้านดีที่สุดค่ะ ((เช็คยังไงน่ะเหรอ โทรเข้าถามเลยค่ะ))

เรื่องเงินเรื่องทองที่นู่น เทียบกับประเทศไทยก็ถือว่าเล็กมากทีเดียว เล็กกว่าญี่ปุ่นอีก ข้าวของอาจดูไม่แพงมาก แต่จริงๆแล้วก็หลายอยู่ค่ะ ก๋วยเตี๋ยวบ้านเราชามละ 25-30 บาท ของเขาตีเป็นเงินไทยตกชามละ 100 บาทเห็นจะได้ แต่หากดูดีๆแล้ว เกาหลีแพงกว่าเมืองไทยที่ราคาก็จริง แต่ปริมาณของเกาหลีเยอะกว่าเมืองไทยโขอยู่ แม้จะแพงแต่อิ่มมากจริงๆ เพราะชามเขาใหญ่มาก เสื้อผ้าอาภรณ์ก็แพงกว่าเมืองไทยมากเหมือนกัน แต่ของเขาสวยกว่าเยอะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เอาเป็นว่า ราคาสูงไปพร้อมกับของที่สวยและดีแล้วกันนะ ซึ่งถ้าเทียบแล้ว เมืองไทยของบางอย่างที่ว่าแพง เรายังไม่คิดจะซื้อเลยอะ เพราะขนาดแพงแล้วยังไม่ดีอีก - -



ระบบขนส่งมวลชน

ที่มีแต่รถไฟฟ้าใต้ดินที่ยั้วเยี้ยไปหมด เพราะมีเกือบ 10 สาย สายนู้นสายนี้เชื่อมกันเต็มไปหมด และคนก็เยอะมากตามช่วงเวลา คนที่นู่นดูเหมือนจะรีบกันตลอดเวลายิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก รถไฟฟ้าเขาเอากาแฟ ฯลฯ ที่เป็นถ้วยๆขึ้นไปกินได้ ไม่มีความผิด ซึ่งก็กินมาแล้วเพราะบ้านเราทำไม่ได้ 555+ และที่นั่งของเขาก็เป็นแบบเก้าอี้ยาวไปเลย ไม่มีแบ่งร่องที่นั่ง ซึ่งถ้ายัดลงไปได้ก็ยัด บางทีก็ชอบมีคนขึ้นมาขายของบนรถไฟ ตะโกนโฆษณาใหญ่เลย แปลกดี ไม่เคยเห็น เหอๆๆ

ภายในรถไฟก็จะมีที่นั่งพิเศษที่เป็นที่เฉพาะคนชราเท่านั้น มีงวดนึงขึ้นรถไฟตอนคนเยอะๆแต่ง่วงมากเลยยืนหลับ ทีนี้คุณลุงคนนึงสะกิดแล้วชี้บอกว่าให้ไปนั่งฝั่งตรงข้ามเขาที่เป็นที่นั่งคนชราเหมือนกัน เขาคงสงสารแกมสมเพชนิดหน่อย 5555+ ยืนหลับอย่างทรมาน เราก็ยิ้มและโบกมือบอกว่าไม่เป็นไร คือคุณลุงเข้าใจว่าเรายืนหลับจนแทบจะร่วง แต่คนอื่นคงไม่เข้าใจ

ส่วนรถเมล์ อันนี้ไปตอนที่เริ่มหนาว เขาจะไม่เปิดแอร์ในรถ ถ้าหากอยากมีอากาศหายใจ ก็ไปนั่งมุมที่มีหน้าต่างเอาเอง ซึ่งเราเศร้ามาก คือเข้าใจว่าหนาว แต่ว่าเล่นปิดรอบด้าน มุมนี้มีหน้าต่าง มุมนั้นไม่มีหน้าต่าง แล้วหายใจกันได้ยังไงอันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เราก็ขึ้นแค่ไม่กี่ครั้งเองเพราะเน้นไปที่รถไฟฟ้าใต้ดินเสียมากกว่า ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดินจะใช้บัตรเติมเงินใบเดียวกันได้เลย นั่นก็คือบัตร T Money บัตรนี้ใช้ที่อื่นได้ด้วย ทุกอย่างรวมกันในบัตรใบเดียว สะดวกดีจริงๆ แล้วเขาก็ใช้กันเกลื่อนเมือง อันนี้เป็นข้อดีที่เราอยากให้เมืองไทยมีบ้างซึ่งก็คงยาก

สำหรับแท็กซี่ ขออนุญาตแนะนำว่า เลี่ยงไม่ขึ้นได้ก็อย่าขึ้นดีกว่า ยิ่งเราเป็นนักท่องเที่ยวยิ่งแย่ใหญ่ เขาปรับมิตเตอร์ได้น่าเกลียดกว่าบ้านเราอีก ((เท่าที่ประสบมากับตัวและเห็นกับตาอะนะ)) พอเขากด stop ปุ๊บ ค่ามิตเตอร์จะเด้งขึ้นเพิ่มเงินอัตโนมัติ ซึ่งนั่นทำให้เราโมโหมาก เสียเงินโดยใช่เหตุ และค่าแท็กซี่ที่นั่นก็แพงมากด้วย ถ้าเทียบระยะทางที่เท่ากันกับบ้านเรา ราคาเขาสูงกว่าเยอะ ถ้าไม่รีบร้อนหรือเร่งด่วนจริงๆ ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินกับรถเมล์เถอะ จริงๆ แล้วรถเมล์เขาทั่วถึง ไปไหนก็มี สบายใจได้ฮ่ะ



การขับรถและมารยาทในการขับรถ

อันนี้เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวอย่างยิ่ง สำหรับคนมึนง่ายอย่างเรา พูดกันสั้นๆก็คือ เขาขับกระชาก เร่งเครื่องเหยียบมิดและเบรคหัวทิ่ม อันนี้รับไม่ได้จริงๆ เขาไม่เดือดร้อนและไอ้เราเกือบอ้วก ไม่ไหวๆ ทุกคนทนได้แต่เราทนลำบาก แท็กซี่บ้านเราพวกที่ชอบขับเร็วๆก็ขับแบบนี้ เวียนหัวมากจริงๆ แต่บ้านเรายังดีกว่าเขาก็ตรงที่ไม่เป็นทุกคัน แต่เกาหลีนี่ขับรถเหมือนกันหมด ชีวิตเขาเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา กระทั่งคนขับรถรถเมล์กับเอากับเขา รถคันเบ้อเร่อเฮียยังซิ่งได้ เจ๋งจริง แต่ก็สู้ไม่ไหวจริงๆ ปวดหัวมาก เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเลยดีกว่านะคะ

และเขาขับรถกันแบบตามใจฉัน อยากหักออกก็หัก อยากปาดก็ปาด เวลาจะเลี้ยวนี่ไม่ชะลอเหมือนบ้านเรา มันไปใกล้ๆ พอเจอโค้งก็หักเลย รถเหวี่ยง คนเหวี่ยง มันก็ไม่คิดจะเบรค กดแตรกันกระหึ่มไปหมด (แต่น้อยกว่าอินเดีย) แต่สิ่งดีๆที่เห็นบนท้องถนนก็คือ ให้เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ปาดซ้ายปาดขวากันแค่ไหน แต่เขาก็เคารพกฎจราจรกันสุดๆ ต่อให้ถนนโล่งไปเป็นกิโลๆตรงหน้า เสมือนฉันเป็นเจ้าของถนนเส้นนี้อยู่คนเดียว แต่ถ้ามีไฟแดงเขาก็หยุด หยุดจนกว่ามันจะเขียวแล้วเขาค่อยไป สำหรับคนข้ามถนนก็เหมือนกัน ต้องข้ามทางม้าลายเท่านั้น เท่าที่เห็น เขาไม่ใช่ประเภทอยากข้ามตรงไหนก็ข้าม ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปตรงทางม้าลาย ต่อให้ต้องเดินไปถึงทางม้าลายแล้วมันไฟแดงห้ามข้าม เขาก็ยอมและยินดีจะยืนรอ ยอดมากจริงๆ



บันไดและบันไดเลื่อน

ขึ้นลงบันไดเขาไม่ค่อยเหมือนบ้านเราเท่าไร ที่ขึ้น-ลงชิดขวา เพราะของเขาเดินขึ้น-ลงบันไดกระจายทั่วหมดเลย พอใจจะเดินตรงไหนก็เดิน ไม่ได้แบ่งซ้ายขวา เลยปะปนกันพอสมควร ก็หลีกเลี่ยงกันเอาเอง อ้อ แล้วถ้าสมมติคนเกาหลีเขาเดินๆอยู่ โทรศัพท์มือถือเขาดัง บางคนเขาก็หยุดยืนตรงนั้นเลย ตรงกลางบันไดในระหว่างขณะเดินนั่นแหละ แล้วก็หามือถือ ลองเป็นบ้านเราคงมองหน้าแล้วด่าตามหลังไว้อีกที แต่ที่นี่เขาอาจจะไม่พอใจแต่ก็เดินเลี่ยงหาทางกันไปเอง เหอะๆๆๆ ก็ดีที่ไม่ตีกัน

ส่วนบันไดเลื่อน โดยมากที่ต้องใช้ก็คือรถไฟใต้ดินนี่แหละ ประเพณีปฏิบัติของที่นู่นคือถ้าไม่รีบ ขึ้นไปยืนและปล่อยให้มันไหลขึ้น-ลงไปเรื่อย เราต้องยืนชิดขวามือเสมอ! อย่าอุตริไปยืนชิดซ้ายเชียวนะคะ เพราะว่าทางซ้ายมือจะเป็นทางเดินของคนที่เร่งด่วน เขาจะเดินพรวดๆๆ ไม่หยุดยืนรอ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากโดนเขาว่าเอาก็หลบทางให้เขา ตอนอยู่ที่นู่นก็โดนเหมือนกัน โดนกระตุกขากางเกง 555+ แต่ไม่ใช่เราโดนหรอก คนที่มาด้วยกันต่างหาก กำลังดูแผนที่กันอยู่ โดนกระตุกทีเดียว หลบแทบไม่ทัน หลังจากหลบให้ คนก็เดินตามๆกันขึ้นมาเป็นพรวน เหอะๆ นี่ถ้าไม่หลบให้ ตายตรงนั้นแน่ๆ




สรุป(โดยรวม)

สำหรับการไปเกาหลีครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิต ที่อีกครั้งหนึ่งได้ไปต่างบ้านต่างเมือง ไปตระเวณเองโดยที่แบบไม่มีใครพาไป ทั้งยังสื่อสารกันได้แค่งูๆปลาๆ สุดท้ายก็เอาชีวิตรอดกลับมาได้ กลับมาครั้งนี้ก็ได้ความรู้สึกดีๆกลับมามากมายเหมือนกัน เจอคนดีๆมากมายและได้รู้จักด้วย อากาศที่นู่นก็สบายๆ ไม่ร้อนเท่าไร ก็คิดอยู่ว่า ถ้ามีโอกาสและมีตังค์(อันนี้สำคัญ) ก็จะไปเยือนเกาหลีอีกครั้ง ก็อยากขอบคุณทุกคนที่ได้พบเจอ ทั้งคนไทย ทั้งคนเกาหลี แม้จะไม่มีใครรู้ไดอารี่เราก็ตาม 555+ ก็ส่งใจไปขอบคุณละกันนะ ขอบคุณมากฮ้าบบบ

และที่สำคัญที่ลืมไม่ได้ ขอบคุณอาม่าสำหรับค่าเดินทาง ((เอิ๊กก!))
















生田 斗真 : 伊野尾 慧 : 中丸 雄一

hongszuza